ยุโรปหนีอิทธิพลทหารทรัมป์เร่งสร้างขีปนาวุธพิสัยไกล
ยุโรปดิ้นหนีอิทธิพลทหารทรัมป์ อังกฤษผนึกกำลังชาติพันธมิตรเร่งสร้างขีปนาวุธพิสัยไกล 3,000 กม. อุดช่องโหว่ความมั่นคง NATO
8-7-2026
สำนักข่าว The Telegraph รายงานว่า อังกฤษจะเป็นผู้นำโครงการยุโรปฉบับใหม่เพื่อพัฒนาขีปนาวุธระยะไกล และลดการพึ่งพาอาวุธจากสหรัฐฯ ภายในกรอบองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) โดยโครงการดังกล่าวจะดำเนินงานภายใต้กลุ่มพันธมิตร “Deep Precision Strike Coalition” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อวางรากฐาน “เสายุโรป” (European pillar) ของ NATO ตามคำให้สัมภาษณ์ของนักการทูตและเจ้าหน้าที่
อังกฤษ (Britain) เตรียมทำหน้าที่เป็นผู้นำร่วมกับประเทศเยอรมนี (Germany) ในการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านการโจมตีระยะลึกที่มีความแม่นยำสูง หรือ "Deep Precision Strike Coalition" เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนาขีปนาวุธฐานยิงบนพื้นดิน (Ground-launched Missile) รุ่นใหม่ที่มีระยะยิงไกล 1,000 ถึง 3,000 กิโลเมตร มุ่งเป้ายุติการพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จากประเทศสหรัฐฯ (US) ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO โดยโครงการความมั่นคงร่วมครั้งประวัติศาสตร์นี้จะประกาศอย่างเป็นทางการนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำ NATO ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี (Turkey)
การจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกของการสถาปนา "เสาหลักยุโรป" (European Pillar) เพื่ออุดช่องโหว่ทางยุทธศาสตร์หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยกเลิกแผนการในยุคประธานาธิบดี โจ ไบเดน (Joe Biden) ที่จะส่งระบบขีปนาวุธ Tomahawk เข้าประจำการในเยอรมนีเพื่อทำหน้าที่เป็นมาตรการชั่วคราว (Stopgap) โดยมีประเทศฝรั่งเศส (France) ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) และประเทศยูเครน (Ukraine) เข้าร่วมด้วย นอกเหนือจากความร่วมมือว่าด้วยแนวทางการโจมตีระยะไกลของยุโรป หรือ "European Long-Range Strike Approach" ที่ดำเนินงานร่วมกับประเทศอิตาลี (Italy) ประเทศโปแลนด์ (Poland) และประเทศสวีเดน (Sweden) อยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ยุโรปยังมีแผนระยะยาวในการสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศที่เป็นอิสระและการพัฒนาเครือข่ายดาวเทียมเพื่อการลาดตระเวนร่วมกัน
ในเวทีการประชุมครั้งนี้ เซอร์ เคียร์ (Sir Keir) ซึ่งปฏิบัติภารกิจต่างประเทศเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะนายกรัฐมนตรีก่อนที่ นายเบิร์นแฮม (Mr Burnham) จะเข้ามารับตำแหน่งบริหารในช่วงปลายเดือนนี้ ได้ให้คำมั่นสัญญาในการสร้างโครงสร้าง NATO ที่มีความเป็นยุโรปแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อสนับสนุนยูเครนและเผชิญภัยคุกคามจากประเทศรัสเซีย (Russia) ที่ละเมิดน่านฟ้าและน่านน้ำอย่างต่อเนื่อง ทว่าทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษ หรือบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง (No10) กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักหลังจาก นายแมทธิว วิตเทกเกอร์ (Matthew Whitaker) ผู้แทนถาวรของสหรัฐฯ ประจำ NATO เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกเร่งเพิ่มงบประมาณทันที ขณะที่คณะทำงานของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนผ่านกลไกข้าราชการประจำและ นายโจนาธาน พาวเวลล์ (Jonathan Powell) ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงที่จะอยู่ทำงานต่อในรัฐบาลใหม่ ว่าสหรัฐฯ คาดหวังจะเห็นลอนดอนเพิ่มงบประมาณกลาโหมอย่างต่อเนื่องอย่างไร้รอยต่อ
ขณะเดียวกัน สถานการณ์การเมืองภายในอังกฤษระอุขึ้นเมื่อ นางเคมี บาเดน็อค (Kemi Badenoch) ผู้นำพรรคอนุรักษนิยม (Tory) ออกมาโจมตีรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างรุนแรงว่า กำลังส่งนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งและหมดอำนาจตัดสินใจไปร่วมประชุม พร้อมทั้งหิ้วแผนการลงทุนด้านกลาโหม (Defence Investment Plan) ที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่พร้อมใช้งานไปด้วย ทั้งที่อังกฤษมีความเสี่ยงที่จะต้องตกอยู่ในภาวะความขัดแย้งโดยตรงกับรัสเซียซึ่งมีคลังอาวุธนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกหากเกิดการเปิดฉากโจมตีชาติสมาชิก NATO
ทางด้านสหรัฐฯ และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน กำลังพิจารณาปรับลดสัดส่วนกองกำลังในยุโรปเพื่อย้ายความสนใจไปมุ่งเน้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific) แทน ส่งผลให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ใช้มาตรการกดดันชาติพันธมิตรยุโรปและประเทศแคนาดา (Canada) อย่างหนักเพื่อให้เพิ่มงบประมาณกลาโหม โดยเสนอมาตรการลงโทษรุนแรง เช่น การจำกัดสิทธิ์การเข้าพบประธานาธิบดี หรือการปรับลดความสำคัญในบัญชีจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ซึ่ง นายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) เลขาธิการใหญ่ของ NATO ได้ออกมาแถลงเรียกร้องให้สมาชิกเสนอแผนงานที่ชัดเจนเพื่อบรรลุเป้าหมายงบประมาณ 5% ของ GDP (แบ่งเป็นงบกลาโหมหลัก 3.5% และโครงสร้างพื้นฐานความมั่นคง 1.5%) พร้อมชี้ว่า แคมเปญกดดันจากสหรัฐฯ มีส่วนช่วยกระตุ้นอย่างมาก โดยปัจจุบันกลุ่มประเทศพันธมิตรยุโรปและแคนาดาเตรียมลงทุนงบประมาณกลาโหมรวมกันสูงถึง 2.58 แสนล้านยูโร (ราว 2.22 แสนล้านปอนด์) ในช่วงปี 2025 และปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายและมีการลงทุนไปแล้วราว 4% ของ GDP
นอกจากนี้ นายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) ยังเรียกร้องให้ชาติสมาชิกเร่งส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศให้แก่ประเทศยูเครน (Ukraine) ทันทีหลังรัสเซียระดมยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยที่ประชุมสุดยอดเตรียมลงนามส่งมอบความช่วยเหลือทางการทหารมูลค่ารวมกว่า 7 หมื่นล้านยูโร (ราว 6 หมื่นล้านปอนด์) สำหรับปีนี้และปี 2026 ให้แก่ยูเครน โดยคาดว่าประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelensky) แห่งยูเครน จะเดินทางเข้าร่วมประชุมนอกรอบเพื่อเจรจาทวิภาคีร่วมกับ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในการหาแนวทางขับเคลื่อนข้อตกลงสันติภาพกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แห่งรัสเซียต่อไป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.telegraph.co.uk/world-news/2026/07/06/britain-lead-european-missile-project-reliance-us/?WT.mc_id=tmgoff_tw_post_european-missile-project-reliance-us/