.
สี จิ้นผิง พลิกวิกฤต 'สงครามอิหร่าน' เป็นโอกาส สร้างระเบียบโลกใหม่ สร้างระเบียบโลกใหม่ ชูจีนเป็นทางเลือกแทนขั้วอำนาจสหรัฐฯ
20-4-2026
The Telegraph รายงานว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กำลังดำเนินสงครามในประเทศอิหร่าน (Iran) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ได้ใช้โอกาสจากความวุ่นวายนี้ในการปรับโฉมอำนาจระดับโลกของตน ศึกษายุทธวิธีของสหรัฐฯ (US) และวางตำแหน่งประเทศจีน (China) ให้เป็นทางเลือกใหม่ที่มั่นคงเหนืออำนาจของอเมริกา
ในมหาศาลาประชาชน ณ กรุงปักกิ่ง (Beijing) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ได้ให้การต้อนรับ นายเปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) นายกรัฐมนตรีสเปน (Spain) โดยผู้นำจีนได้กล่าวถ้อยแถลงเปิดงานสั้นๆ เพื่อส่งสัญญาณถึงโลกทัศน์ของจีนว่า "โลกวันนี้อยู่ในภาวะระส่ำระสายและไร้ระเบียบ วิธีที่ประเทศหนึ่งปฏิบัติต่อกฎหมายและระเบียบระหว่างประเทศ สะท้อนถึงโลกทัศน์ ค่านิยม และแนวทางการรักษาความรับผิดชอบของประเทศนั้น" ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการโจมตีโดยนัยต่อการรุกรานประเทศอิหร่าน (Iran) ของสหรัฐฯ ที่ทำให้ภูมิภาคเข้าสู่ภาวะสงครามมานานกว่า 50 วัน
สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ยังระบุด้วยว่าจีนและสเปน (Spain) ต่างยืนอยู่บน "ฝั่งที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์" และต้องร่วมกันต่อต้านการกลับไปสู่ "กฎแห่งป่า" (Law of the jungle) โดยเน้นย้ำว่าโลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับการต่อสู้ระหว่าง "ความถูกต้องและอำนาจกำลัง"
ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนวิกฤตเป็นผลกำไร
นักวิเคราะห์ระบุว่าผู้นำจีนกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ตามสำนวน "อิน ฮั่ว เต๋อ ฟู่" (Yin huo de fu) หรือการได้รับพรจากภัยพิบัติ โดยจีนกำลังพรรณนาภาพลักษณ์ตนเองเป็นมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ และตราหน้าอเมริกาว่าโหดร้ายและคาดเดาไม่ได้ ขณะเดียวกัน กองทัพจีนกำลังเฝ้าศึกษายุทธวิธีและอาวุธของสหรัฐฯ ในสงครามครั้งนี้อย่างละเอียด นอกจากนี้ จีนในฐานะผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนจะได้รับประโยชน์สูงสุดหากอุปทานน้ำมันโลกถูกขัดขวาง เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดเกือบทั้งหมดขึ้นอยู่กับทรัพยากรและเทคโนโลยีของจีน
มีอา นูเวนส์ (Meia Nouwens) ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน IISS ชี้ว่า สี จิ้นผิง (Xi Jinping) กำลังใช้กลยุทธ์สงครามข้อมูลเพื่อโปรโมตจีนเป็นทางเลือกที่มีความรับผิดชอบ โดยใช้ข้อความเดียวกับที่อเมริกาเคยใช้โจมตีจีนในอดีต (เช่น "Might makes right") กลับมาทำลายความเชื่อถือของสหรัฐฯ เสียเอง
บทเรียนทางทหารและการปิดล้อมช่องแคบ
กรณีศึกษาที่สำคัญในครั้งนี้คือ การที่ประเทศอิหร่าน (Iran) สามารถใช้โดรน (Drone) ราคาถูกในการต่อต้านกองทัพที่ทันสมัยที่สุดในโลกของสหรัฐฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสร้างภาระทางงบประมาณให้อเมริกาถึง 2 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน สิ่งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) จะนำไปปรับใช้กับกรณีเกาะไต้หวัน (Taiwan) ในอนาคต โดยเฉพาะการที่ระบอบปกครองของอิหร่านยังไม่ล่มสลายแม้ผู้นำจะถูกโจมตีแบบตัดหัว (Decapitation strike) ในช่วงแรกของสงคราม
นอกจากนี้ จีนยังได้ทดสอบปฏิกิริยาของสหรัฐฯ ผ่านกรณีเรือบรรทุกน้ำมัน Rich Starry ที่พยายามฝ่าการปิดล้อมในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งลูคัส ฟิลเลอร์ (Lukas Filler) อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่านี่คือบทเรียนสำคัญในการประเมินระดับความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นหากสหรัฐฯ ปิดล้อมช่องแคบมะละกา (Strait of Malacca) ในอนาคต
ความท้าทายและความพึ่งพาตนเอง
แม้จีนจะวางตัวเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพที่ปากีสถาน (Pakistan) แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ชาร์ลส์ พาร์ตัน (Charles Parton) และ จงหยวน โจว หลิว (Zongyuan Zoe Liu) มองว่าจีนมีข้อจำกัดในการส่งผลต่ออิหร่าน และอาจเกิด "ช่องว่างของความเชื่อมั่น" หากจีนไม่สามารถช่วยเหลือพันธมิตรที่ถูกคว่ำบาตรอย่างอิหร่านหรือเวเนซุเอลา (Venezuela) ได้จริงในเชิงทหาร อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวของอเมริกาได้ส่งผลให้คะแนนนิยมของจีนใน Gallup Poll พุ่งสูงที่สุดในรอบ 20 ปี
ท้ายที่สุด สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ยังคงมุ่งเน้นการสร้างความพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ (Self-sufficiency) เพื่อลดผลกระทบจากการคว่ำบาตรของตะวันตก และพยายามรักษา "ราวกันตก" (Guardrails) ในความสัมพันธ์กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เพื่อป้องกันความผันผวนที่อาจทำลายเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของปักกิ่งคือการควบคุมจังหวะการเสื่อมถอยของสหรัฐฯ และการก้าวขึ้นสู่อำนาจของจีนอย่างเป็นระบบ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.telegraph.co.uk/world-news/2026/04/18/xi-jinping-china-using-iran-war-challenge-trump/?WT.mc_id=tmgoff_tw_video_using-iran-war-challenge-trump/