สมรภูมิฮอร์มุซและการปิดล้อมของสหรัฐฯ
สมรภูมิฮอร์มุซและการปิดล้อมของสหรัฐฯ คือบททดสอบความอดทนของจีน ก่อนการพบกันระหว่าง ทรัมป์-สี จิ้นผิง
20-4-2026
Asia Times รายงานว่า การตัดสินใจของรัฐบาลทรัมป์ (Trump) ในการใช้กำลังทางเรือปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้ยกระดับความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียสู่จุดที่อันตรายยิ่งขึ้น โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่การเจรจาหยุดยิงกับอิหร่าน (Iran) เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมาประสบความล้มเหลว เนื่องจากอิหร่านต้องการคงอำนาจในการควบคุมช่องแคบสำคัญแห่งนี้ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันถึง 1 ใน 5 ของโลก
เป้าหมายของการปิดล้อมโดยสหรัฐฯ (US) คือการสกัดกั้นความพยายามของอิหร่าน (Iran) ที่จะปิดช่องแคบต่อเรือสัญชาติที่ตนถือว่าเป็นศัตรู และการเรียกเก็บค่าผ่านทาง (Toll system) จากเรือลำอื่นๆ ซึ่งนี่ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงแสนยานุภาพของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เท่านั้น แต่ยังเป็นคำท้าทายโดยตรงต่อรัฐบาลปักกิ่ง (Beijing) ในฐานะผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน
กรณีศึกษาเรือ Rich Starry: สัญญาณความระมัดระวังของจีน
เมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา สายตาของคนทั่วโลกได้จับจ้องไปที่เรือ Rich Starry ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติจีนที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ (US) โดยเรือลำดังกล่าวได้เดินเรือผ่านช่องแคบไปโดยไม่มีการขัดขวางจากเรือรบสหรัฐฯ ในตอนแรก แต่รายงานล่าสุดระบุว่าเรือลำนี้ได้วกกลับในอ่าวโอมาน (Gulf of Oman) เพื่อกลับสู่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อีกครั้ง ซึ่งสหรัฐฯ อ้างว่ามีเรืออย่างน้อย 6 ลำที่พยายามจะฝ่าด่านและถูกบีบให้หันหลังกลับ
การที่เรือ Rich Starry หลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรง บ่งชี้ว่าจีน (China) ยังไม่พร้อมที่จะท้าทาย "เส้นตาย" (Red lines) ของวอชิงตัน โดยเฉพาะในช่วงที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า อย่างไรก็ตาม การเพิกเฉยต่อการปิดล้อมในลักษณะนี้อาจถูกตีความว่าเป็นความอ่อนแอของจีน ซึ่งอาจยิ่งทำให้วอชิงตันกล้าที่จะใช้มาตรการรุนแรงต่อฝูงเรือบรรทุกน้ำมันของจีนมากขึ้นในอนาคต
ความเสี่ยงของการขยายวงความขัดแย้ง
หากสหรัฐฯ (US) ตัดสินใจยึดเรือสัญชาติจีน ปักกิ่ง (Beijing) อาจถือว่านั่นเป็น "การประกาศสงคราม" และเป็นความพยายามที่จะทำลายเศรษฐกิจของจีน แม้ว่าการปะทะด้วยอาวุธในอ่าวเปอร์เซียจะมีความเป็นไปได้น้อย แต่ปักกิ่งอาจตัดสินใจส่งฝูงเรือคุ้มกันที่ 48 (48th escort group) จากฐานทัพในจิบูตี (Djibouti) เข้าสู่พื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่คำถามที่น่ากังวลว่า วอชิงตันจะกล้าเปิดฉากยิงใส่เรือรบของจีนเพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อมหรือไม่
นอกเหนือจากการเผชิญหน้าทางทหาร จีน (China) อาจเลือกตอบโต้ผ่านวิธีการทางอ้อม เช่น:
การสนับสนุนอาวุธ: มีรายงานว่าจีนอาจจัดส่งระบบขีปนาวุธและโดรนให้อิหร่าน รวมถึงการใช้ระบบนำทางผ่านดาวเทียม Beidou ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำให้อาวุธของอิหร่านในการโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอล (Israel)
การตอบโต้ในเอเชียแปซิฟิก: จีนอาจพุ่งเป้าไปที่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งกำลังเปราะบางจากการที่สหรัฐฯ ย้ายระบบขีปนาวุธจากเกาหลีใต้ไปยังตะวันออกกลาง รวมถึงวิกฤตการขาดแคลนเชื้อเพลิงการบินในภูมิภาค
โอกาสในวิกฤต: เงินหยวนและ "Brand China"
ท่ามกลางความปั่นป่วน จีน (China) กำลังใช้โอกาสนี้ในการผลักดัน "เงินหยวน" (Renminbi) หรือ "เปโตรหยวน" (Petroyuan) ขึ้นมาท้าทายอำนาจของเงินดอลลาร์สหรัฐในตลาดน้ำมัน ขณะเดียวกัน วิกฤตน้ำมันที่ยืดเยื้ออาจกลายเป็นตัวเร่งให้โลกเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งจะส่งผลดีมหาศาลต่อบริษัทจีนอย่าง BYD เช่นเดียวกับที่ค่ายรถญี่ปุ่นเคยผงาดขึ้นมาในช่วงวิกฤตน้ำมันปี 1970
ในท้ายที่สุด วิกฤตครั้งนี้อาจส่งผลให้จีน (China) ถูกมองว่าเป็นพันธมิตรที่ "มั่นคงและคาดเดาได้" มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลทรัมป์ (Trump) ที่มักตัดสินใจอย่างฉับพลันและคาดเดาไม่ได้ตลอด 15 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสถานภาพและภาพลักษณ์ระดับโลกที่แตกต่างกันนี้ อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีนในอนาคต
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/04/hormuz-standoff-sets-a-tense-tone-for-trump-xi-meet/