โดรนราคาถูกของ 'อิหร่านเปลี่ยนโฉมหน้าสงคราม'
โดรนราคาถูกของ 'อิหร่านเปลี่ยนโฉมหน้าสงคราม' เมื่อเทคโนโลยีหลักหมื่น 'สยบอาวุธหลักล้านของตะวันตก' บีบสหรัฐฯ-ยูเครน เร่งปรับตัวรับมือสงครามโดรน
18-4-2026
Asia Times รายงานว่า สงครามในยูเครน (Ukraine) และตะวันออกกลางได้ผลักดันให้โดรน (Drones) กลายเป็นตัวละครหลักบนพาดหัวข่าวทั่วโลก คำว่า “โดรน” ในปัจจุบันครอบคลุมตั้งแต่โดรนติดกล้องเพื่อความบันเทิงที่ซื้อได้บน Amazon ไปจนถึงระบบอย่าง Predator และ Reaper ที่สหรัฐฯ ใช้ทำสงครามกับองค์กรก่อการร้ายตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา
ประสิทธิภาพของโดรนจากประเทศอิหร่าน (Iran) ในสมรภูมิจริงที่สามารถสร้างความอ่อนล้าให้แก่ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และคร่าชีวิตกำลังพลของประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังเป็นข้อพิสูจน์ถึงอำนาจในยุคใหม่ที่เรียกว่า "Precise Mass" หรือการใช้อาวุธจำนวนมหาศาลที่มีความแม่นยำสูง
สงครามในประเทศยูเครน (Ukraine) และตะวันออกกลางได้ผลักดันให้ "โดรน" กลายเป็นพาดหัวข่าวระดับโลก โดยคำว่าโดรนในปัจจุบันครอบคลุมตั้งแต่เครื่องบินบังคับวิทยุสำหรับงานอดิเรกที่หาซื้อได้ทั่วไป ไปจนถึงระบบที่มีความซับซ้อนสูงอย่าง Predator และ Reaper ที่สหรัฐฯ ใช้ในการต่อต้านการก่อการร้ายมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
ปัจจุบัน โดรนได้ผ่านวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วจนเกิดการแบ่งสายพันธุ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่ม "โดรนพลีชีพ" (One-way attack drone) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อพุ่งชนเป้าหมายและทำลายตนเองเหมือนกระสุนหรือขีปนาวุธ มากกว่าที่จะบินกลับฐานเหมือนเครื่องบินปกติ ทั้งรัสเซียและยูเครนได้ยิงโดรนประเภทนี้ใส่กันนับล้านลำนับตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่อิหร่านได้ส่งโดรนหลายพันลำเข้าโจมตีฐานทัพและสถานทูตสหรัฐฯ รวมถึงประเทศอิสราเอล (Israel) และชาติอื่นๆ ในตะวันออกกลางในปี 2026
โลกกำลังเข้าสู่ยุค "Precise Mass" ในอดีตอำนาจทางทหารมักถูกกำหนดด้วยขนาดของกองทัพ แต่หลังยุคสงครามเย็น กองทัพที่ทันสมัยได้เน้นไปที่อาวุธนำวิถีแม่นยำสูง เช่น ขีปนาวุธร่อน (Cruise missile) ที่มีราคาสูงแต่จำนวนน้อย ทว่าในปัจจุบัน โดรนที่มีราคาถูกแต่มีเทคโนโลยีซับซ้อนได้นำพา "จำนวนมหาศาล" และ "ความแม่นยำ" มาบรรจบกัน
วิวัฒนาการของโดรนพลีชีพ (One-way attack drones)
โดรนพลีชีพแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ประเภทแรกคือ โดรนระยะไกล ที่สามารถบินได้ไกลนับพันไมล์เพื่อโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปในดินแดนข้าศึก เช่นโดรน Shahed-136 ของอิหร่าน ที่มีระยะปฏิบัติการถึง 1,250 ไมล์ (2,000 กม.) แต่มีราคาเพียงลำละ 20,000 ถึง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับขีปนาวุธ Tomahawk ของสหรัฐฯ ที่มีราคาสูงถึงลำละ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 รัฐบาลเทหะราน (Tehran) ได้ยิงโดรนพลีชีพจำนวนมหาศาลเข้าใส่เป้าหมายทั่วตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่ออาคารในประเทศบาห์เรน (Bahrain), คูเวต (Kuwait) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รวมถึงสร้างความเสียหายแก่สถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) โดยเฉพาะใน UAE ที่ถูกโจมตีด้วยโดรนอิหร่านเกือบ 700 ลำในช่วงเริ่มต้นของสงคราม
แม้โดรนเหล่านี้จะมีความเร็วต่ำและถูกยิงตกได้ง่ายกว่าขีปนาวุธร่อน แต่ผู้โจมตีสามารถยิงออกมาในปริมาณที่มากพอจะทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศรับมือไม่ไหว (Overwhelm) จนนำไปสู่การสูญเสียกำลังพลและระบบเรดาร์สำคัญของสหรัฐฯ ในที่สุด ซึ่งล่าสุดกองทัพสหรัฐฯ ได้เร่งพัฒนาโดรนเวอร์ชันของตนเองในชื่อ LUCAS เพื่อใช้ในปฏิบัติการ Epic Fury ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026
โดรน FPV: อาวุธราคาหลักร้อยที่สยบรถถังหลักล้าน
โดรนประเภทที่สองคือ โดรน FPV (First-person-view) ซึ่งเป็นโดรนพลีชีพระยะสั้นที่ทำหน้าที่เหมือนปืนใหญ่ มีระยะปฏิบัติการประมาณ 100 ไมล์ (160 กม.) ในสมรภูมิยูเครน โดรนประเภทนี้สร้างความสูญเสียแก่กำลังพลในแนวหน้าถึง 60%-70% โดยผู้ควบคุมจะสวมแว่นวิดีโอเพื่อบังคับโดรนพุ่งชนยานพาหนะหรือที่มั่นของศัตรูโดยตรง
อย่างไรก็ตาม โดรน FPV มีจุดอ่อนสำคัญคือต้องการการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างผู้บังคับและตัวโดรนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เสี่ยงต่อการถูกรบกวนสัญญาณ (Electronic jamming) ยูเครนจึงได้เริ่มแก้ปัญหาด้วยการใช้สายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber-optic) เชื่อมต่อกับโดรนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกรบกวน แม้จะจำกัดระยะทางไว้ที่ประมาณ 12 ไมล์ (20 กม.) ก็ตาม
ความน่ากลัวของโดรนประเภทนี้ทำให้ยูเครนต้องหันไปใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบพื้นบ้าน (Low-tech) ด้วยการใช้ตาข่ายประมงและตาข่ายดักสัตว์มาขึงบนถนนหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อป้องกันใบพัดโดรนไม่ให้ทำงาน ซึ่งรัฐบาลยูเครนมีแผนจะติดตั้งตาข่ายเหล่านี้บนถนนสายหลักรวมระยะทางกว่า 4,000 กิโลเมตรภายในสิ้นปี 2026
ความท้าทายใหม่ของกองทัพสหรัฐฯ
หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้ง กองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับพายุโดรนพลีชีพที่อิหร่านพร้อมจะใช้โจมตีขบวนรถและอากาศยานที่จอดอยู่ นอกจากนี้อิหร่านยังใช้ฟุตเทจจากการโจมตีด้วยโดรน FPV เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อเพื่อบั่นทอนขวัญกำลังใจของชาวอเมริกัน ดังเช่นกรณีกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลังใช้โดรน FPV โจมตีเฮลิคอปเตอร์ Black Hawk ของกองทัพสหรัฐฯ ใกล้กรุงแบกแดด (Baghdad) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
บทสรุปของความจริงใหม่ในโลกการทหารคือ โดรนพลีชีพได้เปลี่ยนนิยามของแนวหน้าและยุทธศาสตร์การรบไปอย่างสิ้นเชิง ความสำเร็จของอิหร่านในการใช้โดรนจำนวนมหาศาลเข้ากดดันกองทัพชั้นนำของโลกแสดงให้เห็นว่า กองทัพใดก็ตามที่ล้มเหลวในการลงทุนด้านเทคโนโลยีโดรนและการป้องกัน จะต้องตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/04/irans-low-cost-drones-democratizing-precision-warfare/