วอลล์สตรีทคือ 'ผู้ชนะรายใหญ่' จากสงครามอิหร่าน
วอลล์สตรีทคือ 'ผู้ชนะรายใหญ่' ที่สุดจากสงครามอิหร่าน ดัชนี S&P 500 พุ่งบวกรับปี 2026 หลังตลาดเดิมพัน 'TACO Trade' ท่ามกลางวิกฤตสงคราม
16-4-2026
Yahoo Finance รายงานว่า วอลล์สตรีท (Wall Street) กลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ที่สุดของสงครามอิหร่าน หลังจากดัชนี S&P 500 พลิกกลับมาเป็นบวกได้สำเร็จในปีนี้ แม้ว่าตลาดจะเปิดทำการในวันจันทร์ด้วยการร่วงลงเกือบร้อยละ 1 ในทุกดัชนีหลัก แต่กระแสข่าวจากบัญชีโซเชียลมีเดียได้หยิบยกรายงานของ เคทลิน ดูร์นบอส (Caitlin Doornbos) ผู้สื่อข่าวสายเพนตากอนของ นิวยอร์ก โพสต์ (New York Post) ที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่อิหร่านยังคงพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐอเมริกา (US) เพื่อยุติสงคราม โดยเน้นไปที่ประเด็น "การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม"
ดูร์นบอสระบุบนแพลตฟอร์ม X โดยอ้างนักวิเคราะห์ชาวปากีสถานว่า สาเหตุที่อิหร่าน (Iran) ยังไม่สามารถทำข้อตกลงได้ในขณะที่คณะผู้แทนอยู่ในกรุงอิสลามาบัด (Islamabad) เป็นเพราะความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการติดต่อกับผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในกรุงเทหะราน (Tehran)
ทันทีที่พาดหัวข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) พุ่งดิ่งลงอย่างรวดเร็วราวร้อยละ 4 มาอยู่ที่ประมาณ 4.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเงินจำนวนมหาศาลในตลาดซื้อขายล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ดูร์นบอสถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนต้องออกมาชี้แจงในเวลาต่อมาว่า โพสต์เดิมของเธอไม่ใช่ข่าวใหม่ แต่เป็นการย้ำถึงสิ่งที่ทราบกันอยู่แล้วเรื่องการเจรจานิวเคลียร์ ซึ่งรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (JD Vance) เคยกล่าวไว้
แม้ราคาน้ำมันจะดีดกลับไปแตะ 103 ดอลลาร์ในช่วงสั้นๆ แต่ตลาดหุ้นกลับปิดฉากวันนั้นด้วยความร้อนแรง โดยดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นร้อยละ 1.02 ปิดที่ 6,886.24 จุด ซึ่งสามารถล้างผลขาดทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมดนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ได้สำเร็จ ขณะที่ดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.23 และดัชนี Dow Jones พุ่งขึ้น 301 จุด หลังจากที่ร่วงลงไปมากกว่า 400 จุดในช่วงเช้า
ประเด็นที่น่าสนใจคือ สงครามในความเป็นจริงยังไม่ยุติ การเจรจาในอิสลามาบัดล้มเหลวในช่วงสุดสัปดาห์ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เพิ่งสั่งเริ่มมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่านเมื่อเวลา 10.00 น. พร้อมขู่ผ่าน Truth Social ว่าจะ "กำจัด" เรืออิหร่านทุกลำที่เข้าใกล้เขตปิดล้อม คำถามคือเหตุใดตลาดถึงตอบรับในเชิงบวกต่อโพสต์สั้นๆ บน X หรือคำพูดของทรัมป์ ทั้งที่มีความน่าจะเป็นที่ความขัดแย้งจะลุกลามสูงกว่าความน่าจะเป็นที่จะยุติลง?
คำตอบคือ วอลล์สตรีทถูกฝึกมาแบบ "สุนัขของพาฟลอฟ" (Pavlov-dogged) ตลอด 14 เดือนที่ผ่านมา ผ่านสถานการณ์ที่ตึงเครียดแต่ลงเอยด้วยการผ่อนคลายอย่างน้อย 9 ครั้ง ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะ "ช้อนซื้อเมื่อราคาร่วง" (Buy the dip) ทุกครั้งที่ทรัมป์ยกระดับสถานการณ์ ข้อมูลจาก MarketWatch ระบุว่า 9 ใน 10 วันที่ดีที่สุดของดัชนี S&P 500 นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง ล้วนขับเคลื่อนด้วยสัญญาณของการผ่อนคลายความตึงเครียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีนำเข้าหรือเรื่องอิหร่าน
ในแวดวงวอลล์สตรีทเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "TACO trade" ซึ่งย่อมาจาก "Trump Always Chickens Out" (ทรัมป์มักจะยอมถอยเสมอ) ซึ่งเป็นคำนิยามที่ โรเบิร์ต อาร์มสตรอง (Robert Armstrong) คอลัมนิสต์จาก ไฟแนนเชียล ไทม์ส (Financial Times) บัญญัติขึ้นหลังจากทรัมป์สั่งระงับภาษี "วันประกาศอิสรภาพ" (Liberation Day) อย่างกะทันหันในเดือนเมษายน 2025
สิ่งที่เริ่มต้นจากการเป็นมุกตลกได้กลายเป็นสภาพคล่องที่จริงจัง ไมค์ วิลสัน (Mike Wilson) จาก มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า การเทขายจากข่าวอิหร่านเป็นเพียงการปรับฐานในตลาดกระทั่ง (Bull market) ที่ยังดำเนินอยู่ โดยกำไรต่อหุ้นของบริษัทในดัชนี S&P 500 ค่ากลางกำลังเติบโตในอัตราเลขสองหลัก ซึ่งรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 วิลสันย้ำว่า “ตลาดมักจะเคลื่อนไหวก่อนพาดหัวข่าว และนักลงทุนควรทำเช่นเดียวกัน”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.yahoo.com/finance/markets/stocks/articles/wall-street-biggest-winner-iran-221630676.html