.
นายกฯ ลัตเวียเรียกร้อง EU จ่าย 7,000 ล้านยูโร เพื่อชดเชยภาระความมั่นคงและการคัดค้านรัสเซีย ท่ามกลางแรงกดดันการเมืองในประเทศ "ผ่อนปรนมอสโก"
18-8-2026
POLITICO รายงานว่า นายอันดริส กุลเบิร์กส (Andris Kulbergs) นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศลัตเวีย (Latvia) ได้ออกมาเรียกร้องให้สหภาพยุโรป หรือ อียู (European Union: EU) ณ กรุงบรูกเซลส์ (Brussels) อนุมัติเงินช่วยเหลือจำนวน 7.0 พันล้านยูโร เพื่อช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายทางทหารและภาระทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเผชิญหน้ากับประเทศรัสเซีย (Russia) ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น จากผลกระทบของการดำเนินนโยบายสายแข็งต่อกรุงมอสโก (Moscow)
การออกมาเคลื่อนไหวของผู้นำลัตเวียเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ขณะที่ประเทศลัตเวีย (Latvia) กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะมีขึ้น โดยนายอันดริส กุลเบิร์กส (Andris Kulbergs) ระบุว่า บรรดาประเทศด่านหน้า (Frontline nations) กำลังต้องแบกรับภาระและต้นทุนที่สูงเกินไปจากการรับมือกับกรุงมอสโก (Moscow)
นายอันดริส กุลเบิร์กส (Andris Kulbergs) เปิดเผยระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษแก่ Politico's Brussels Playbook ว่า เงินจำนวนดังกล่าวควรจัดสรรมาจากงบประมาณระยะ 7 ปีฉบับถัดไปของสหภาพยุโรป (EU) ภายใต้กองทุนเพื่อการแข่งขันแห่งยุโรป (European Competitiveness Fund) เพื่อชดเชยงบประมาณด้านการป้องกันประเทศที่พุ่งสูงขึ้น ตลอดจนการพังทลายของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศกับประเทศรัสเซีย (Russia) นับตั้งแต่กรุงมอสโกเปิดฉากบุกรุกประเทศยูเครน (Ukraine) เต็มรูปแบบ
เงินงบประมาณดังกล่าว ซึ่งทางการกรุงรีกา (Riga) มุ่งหวังให้เป็นส่วนเพิ่มนอกเหนือจากเงินอุดหนุนอื่นๆ ที่ได้รับการจัดสรรไว้สำหรับประเทศอยู่แล้ว จะมีมูลค่าคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณด้านการป้องกันประเทศของประเทศลัตเวีย (Latvia) ที่คาดว่าจะสูงถึง 1.51 หมื่นล้านยูโร ตลอดช่วงกรอบงบประมาณระยะเวลา 7 ปีดังกล่าว
ข้อเรียกร้องดังกล่าวมียื่นเสนอในช่วงเวลาที่เปราะบางอย่างยิ่ง โดยประเทศลัตเวีย (Latvia) ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สนับสนุนประเทศยูเครน (Ukraine) อย่างแข็งขันที่สุดในทวีปยุโรป (Europe) และได้ยกระดับงบประมาณการทหารขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม แม้ว่ามาตรการคว่ำบาตรและการล่มสลายของการค้าสองฝ่ายจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เคยเชื่อมโยงไปทางตะวันออกก็ตาม ทว่าก่อนถึงกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 ตุลาคมที่จะถึงนี้ บรรดาพรรคการเมืองที่เสนอแนวคิดว่าทางการกรุงรีกา (Riga) ควรเรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทนที่มากกว่านี้ สำหรับการสนับสนุนมาตรการคว่ำบาตรและการส่งมอบความช่วยเหลือทางการทหาร กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เสนอแผนการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศในระดับสหภาพยุโรป (EU) สำหรับกรอบงบประมาณปี 2028-2034 อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งรวมถึงวงเงินสำหรับความมั่นคง อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอวกาศ มูลค่า 1.252 แสนล้านยูโร ภายใต้กองทุนเพื่อการแข่งขันแห่งยุโรป (European Competitiveness Fund) อย่างไรก็ดี เงินงบประมาณก้อนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อจัดสรรแก่โครงการความร่วมมือทั่วทั้งบล็อก มากกว่าที่จะเป็นการล็อกวงเงิน 7.0 พันล้านยูโรให้แก่ประเทศลัตเวีย (Latvia) เป็นเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ งบประมาณภาพรวมทั้งหมด ยังคงต้องผ่านกระบวนการเจรจาระหว่างรัฐบาลของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และรัฐสภายุโรป (European Parliament)
นายอันดริส กุลเบิร์กส (Andris Kulbergs) โต้แย้งว่า ประเทศลัตเวีย (Latvia) สมควรได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศต้องแบกรับภาระหนี้สินเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากแนวหน้าสมรภูมิอย่างมาก "พวกเรากำลังดันการขาดดุลงบประมาณขึ้นไปจนถึงขีดจำกัดสูงสุด [...] และจากภาระหนี้สินนั้น พวกเรากำลังจ่าย [...] เพื่อการป้องกันประเทศของทั้งทวีปยุโรป (Europe)" นายกรัฐมนตรีกล่าว ณ สำนักเลขาธิการรัฐบาล
นายอันดริส กุลเบิร์กส (Andris Kulbergs) กล่าวเสริมว่า งบประมาณทางการทหารส่วนใหญ่ของประเทศลัตเวีย (Latvia) ท้ายที่สุดแล้วไหลกลับคืนสู่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจมั่งคั่งในยุโรปตะวันตก โดยยกตัวอย่างการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากประเทศเยอรมนี (Germany) ประเทศฝรั่งเศส (France) ประเทศสเปน (Spain) ประเทศสวีเดน (Sweden) และประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) "พวกเรากำลังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้แก่พวกเขา" เขาระบุเน้นย้ำ
แรงกดดันจากการแข่งขันเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน ข้อโต้แย้งในลักษณะที่เข้มข้นยิ่งกว่ากำลังปรากฏชัดเจนขึ้นในเวทีการหาเสียงเลือกตั้ง นายไอนาร์ส ชเลสเซิร์ส (Ainārs Šlesers) นักธุรกิจการเมืองแนวทางประชานิยมระดับอาวุโส ซึ่งพรรคการเมืองของเขาจัดอยู่ในกลุ่ม Patriots for Europe ในรัฐสภายุโรป ณ กรุงบรูกเซลส์ (Brussels) ระบุว่า ประเทศลัตเวีย (Latvia) ควรเรียกร้องเงินชดเชยเมื่อต้องลงมติสนับสนุนมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป (EU) ต่อประเทศรัสเซีย (Russia) แม้นายชเลสเซิร์สจะกล่าวประณามการบุกรุกของกรุงมอสโกและระบุว่าควรให้ความช่วยเหลือประเทศยูเครน (Ukraine) ต่อไป แต่มองว่าลัตเวียไม่สามารถแบกรับต้นทุนเหล่านี้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
"พวกเรากำลังสูญเสียเงินตรา... พวกเรากำลังพูดถึงวิธีการสนับสนุนยูเครน แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเราต่างหากที่เป็นเหยื่อ" นายไอนาร์ส ชเลสเซิร์ส (Ainārs Šlesers) ให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าว Politico ณ ศูนย์ประสานงานหาเสียงในกรุงรีกา (Riga)
นายชเลสเซิร์สระบุว่า เมื่อถึงวาระการต่ออายุมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป (EU) ประเทศลัตเวีย (Latvia) ควรได้รับ "ความช่วยเหลือตอบแทน" เมื่อถูกถามว่านั่นหมายถึงการสงวนสิทธิ์ยับยั้ง (Veto) ต่อมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่ เขาไม่ได้กล่าวขู่ว่าจะใช้วิธี veto อย่างเปิดเผย แต่ก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ดังกล่าวทิ้ง "ผมยังไม่อยากพูดถึงเรื่องการ veto ในตอนนี้" เขากล่าว "ผมเชื่อว่าพวกเรา [...] จะสามารถหาทางออกที่สงบสันติร่วมกันได้"
นายไอนาร์ส ชเลสเซิร์ส (Ainārs Šlesers) ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับกลุ่มมหาเศรษฐีชีกกง (Oligarchs) ชาวรัสเซีย ชี้ว่า ประเทศจำเป็นต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกรุงมอสโก (Moscow) ในท้ายที่สุด พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกิดการยุติสงครามอย่างรวดเร็ว "มีหลายสิ่งที่ไม่สามารถทดแทนได้ เพราะหากเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกัน [...] พวกเราจำเป็นต้องค้นหาโมเดลที่ถูกต้องเหมาะสม"
เขาวิเคราะห์ว่า ประเด็นการยอมส่งมอบดินแดนให้แก่ประเทศรัสเซีย (Russia) หรือไม่ ควรเป็น "การตัดสินใจของประเทศยูเครน (Ukraine)" เอง แต่ระบุว่าในอดีตที่ผ่านมา มีหลายประเทศที่เคยเสียดินแดนให้แก่ประเทศรัสเซียหลังความขัดแย้ง รวมถึงประเทศลัตเวีย (Latvia) เช่นกัน "เพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพ"
ปัจจุบัน พรรคการเมืองสายสายกลาง-ขวา ของนายอันดริส กุลเบิร์กส (Andris Kulbergs) ยังคงมีคะแนนนิยมนำในผลสำรวจ แต่มิติการจับขั้วพันธมิตรรัฐบาลจะเป็นตัวกำหนดว่า นโยบายของประเทศลัตเวีย (Latvia) ต่อประเทศรัสเซีย (Russia) จะปรับเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใดหลังการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม
พรรค Sovereign Power ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดและมีจุดยืนสนับสนุนประเทศรัสเซีย (Russia) มีคะแนนนิยมมาเป็นอันดับสอง ทว่าถูกมองว่าเป็นพรรคที่กลุ่มพรรคการเมืองหลักปฏิเสธการร่วมงาน ขณะที่พรรคของนายไอนาร์ส ชเลสเซิร์ส (Ainārs Šlesers) ซึ่งมีคะแนนนิยมตามมาเป็นอันดับสาม ถือเป็นพันธมิตรร่วมรัฐบาลที่มีความเป็นไปได้มากกว่า — และนายกุลเบิร์กสก็ไม่ได้ปิดประตูต่อการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับเขา
ด้านพรรค Progressives สายกลาง-ซ้าย ซึ่งมีคะแนนนิยมเป็นอันดับสี่และหวังจะเข้าร่วมรัฐบาลกับนายกุลเบิร์กสเช่นกัน ได้ออกมาเตือนว่า การนำนายไอนาร์ส ชเลสเซิร์ส (Ainārs Šlesers) เข้ามาร่วมในคณะรัฐบาล จะส่งผลให้นโยบายของทางการกรุงรีกา (Riga) ต่อประเทศรัสเซีย (Russia) ค่อยๆ ผ่อนคลายและอ่อนลงในที่สุด
"ผมมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่านโยบายการต่างประเทศของลัตเวียต่อรัสเซียจะผ่อนคลายลงตามกาลเวลา" นายอันดริส ชูวาเยฟส์ (Andris Šuvajevs) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรค Progressives กล่าวกับสำนักข่าว Politico บริเวณภายนอกอาคารรัฐสภา โดยเขาชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรแก่ผลประโยชน์ทางธุรกิจของรัสเซีย ตลอดจนการที่รัฐมนตรีอาจ "ใช้ถ้อยคำที่เป็นมิตรต่อประเทศรัสเซียมากยิ่งขึ้น"
ท่าทีสายแข็งต่อประเทศรัสเซีย
ก่อนการพิจารณาร่างมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ที่มีกำหนดในฤดูใบไม้ร่วงนี้ นายอันดริส กุลเบิร์กส (Andris Kulbergs) ได้เรียกร้องให้สหภาพยุโรป (EU) ประกาศห้ามการออกวีซ่าแก่พลเมืองชาวรัสเซียโดยเบ็ดเสร็จ ทั้งนี้ ในปี 2025 ที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ได้อนุมัติวีซ่าแก่พลเมืองชาวรัสเซียรวมมากกว่า 630,000 ราย
ในมาตรการคว่ำบาตรชุดล่าสุด ประเทศฝรั่งเศส (France) และประเทศอิตาลี (Italy) ได้คัดค้านการห้ามออกวีซ่าแก่กำลังพลสู้รบชาวรัสเซียแบบครอบคลุม โดยโต้แย้งว่าประเด็นดังกล่าวควรอยู่ภายใต้กฎระเบียบวีซ่าทั่วไปของสหภาพยุโรป (EU) มากกว่าการใช้มาตรการคว่ำบาตร ขณะที่กลุ่มประเทศทางตอนเหนือและยุโรปตะวันออกต่างผลักดันให้ใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้ข้อตกลงสุดท้ายทำได้เพียงสร้างกรอบทางกฎหมายและการเมืองเพื่อเปิดทางให้สั่งห้ามทหารและอดีตทหารรัสเซียที่เคยเข้าร่วมสงครามเข้าประเทศ โดยปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของแต่ละประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ว่าจะบังคับใช้เมื่อใด
"พวกเราบ้าไปแล้วหรือเปล่า?" นายอันดริส กุลเบิร์กส (Andris Kulbergs) กล่าวถึงความล่าช้าดังกล่าว "พวกเรายอมให้ออกวีซ่าแก่ทหารรัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่กำลังสังหาร [ชาวยูเครน] ในสมรภูมิรบ"
นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ทบทวนการส่งมอบทรัพย์สินอธิปไตยของประเทศรัสเซีย (Russia) มูลค่า 2.10 แสนล้านยูโรที่ถูกอายัดไว้ในยุโรปให้แก่ประเทศยูเครน (Ukraine) โดยตัดความกังวลที่ว่ากรุงมอสโกอาจฟ้องร้องคัดค้านหลังจบสงคราม
ขณะเดียวกัน นายอันดริส กุลเบิร์กส (Andris Kulbergs) ได้กล่าวตำหนิการตัดสินใจของ นายอังตอนียู กอสตา (António Costa) ประธานสภายุโรป (European Council) ที่เปิดช่องทางการสื่อสารกับทำเนียบเครมลิน (Kremlin) โดยระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวควรเป็น "การตัดสินใจร่วมกันของทุกประเทศสมาชิก" เขาเรียกการติดต่อกับทำเนียบเครมลินว่าเป็น "การกระทำที่ไร้ประโยชน์" โดยโต้แย้งว่าไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) พร้อมสำหรับการเจรจา และการพูดคุยจะมีแต่จะช่วยให้ประเทศรัสเซีย (Russia) มี "เวลาหายใจ" สำหรับเตรียม "การเคลื่อนไหวครั้งถัดไป"
แม้ว่าประเทศลัตเวีย (Latvia) จะตัดความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันออกแห่งนี้ และนายกุลเบิร์กสจะมีจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อกรุงมอสโก (Moscow) แต่เขาระบุว่า "พวกเราต้องเปิดกว้าง" ต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ เมื่อประเทศรัสเซีย (Russia) ยอมจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ประเทศยูเครน (Ukraine) และผู้ที่กระทำผิดอาชญากรรมสงครามได้รับการลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม โดยยกตัวอย่างประเทศเยอรมนี (Germany) หลังยุคสงครามโลกเป็นโมเดลต้นแบบ "พวกเราได้กีดกันประเทศเยอรมนีเพราะเหตุนั้นหรือไม่? เปล่าเลย แต่มันคือการยอมรับความผิด การยอมรับการกระทำที่มิชอบ การลงโทษ และการชดใช้" เขากล่าว
ภายหลังจากเกิดการหยุดยิง นายอันดริส กุลเบิร์กส (Andris Kulbergs) กล่าวสรุปว่า "ความไม่มั่นคงตามแนวชายแดนจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น" เนื่องจากภัยคุกคามที่แท้จริงคือคลื่นการย้ายถิ่นฐานของทหารผ่านศึกจำนวนหลายแสนนายที่ "สภาพจิตใจบอบช้ำ" จากสมรภูมิ ซึ่งเดินทางกลับมาเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า ตลอดจนประชาชนรายอื่นๆ ที่พยายามหลบหนีในขณะที่เศรษฐกิจสงครามของกรุงมอสโกเริ่มพังทลายลง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.politico.eu/article/latvia-pm-andris-kulbergs-7b-eu-funding-over-russia-costs/