.
รัสเซียเตือนอังกฤษต้อง 'จ่ายในราคาที่สูงลิ่ว' หลังยูเครนใช้โดรนอังกฤษโจมตีลึกในแดนรัสเซีย ท่ามกลางศึกเรือรบซาร์คอนและฐานโดรนลับประชิด NATO
18-8-2026
The Telegraph รายงานว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) ออกแถลงการณ์เตือนต่อประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ถึงผลกระทบที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากที่โดรนซึ่งผลิตขึ้นโดยประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ถูกนำมาใช้โดยประเทศยูเครน (Ukraine) ในการโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปในดินแดนของประเทศรัสเซีย (Russia) เป็นครั้งแรก
สถานเอกอัครราชทูตประเทศรัสเซีย (Russia) ประจำกรุงลอนดอน (London) เปิดเผยแถลงการณ์ระบุว่า ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) จะต้องชำระ "ราคาสูงยิ่งขึ้น" หากยังคงเดินหน้าให้การสนับสนุนทางการทหารแก่ทางการกรุงเคียฟ (Kyiv) ในการต่อสู้ขัดขวางการบุกรุกของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ผู้นำแห่งประเทศรัสเซีย (Russia)
"รายงานข่าวที่ระบุว่าระบอบการปกครองแห่งกรุงเคียฟกำลังนำโดรนของประเทศอังกฤษมาใช้ในการปฏิบัติการโจมตีลึกเข้าไปในแผ่นดินของประเทศรัสเซีย เป็นสิ่งยืนยันว่าทางการกรุงลอนดอนกำลังจงใจเดิมพันกับการยกระดับความขัดแย้งในวิกฤตการณ์ยูเครน ทั้งที่ยังคงอ้างอย่างเสแสร้งว่าพยายามแสวงหาสันติภาพ" แถลงการณ์ของสถานเอกอัครราชทูตระบุ ตามการรายงานของสื่อมวลชนแห่งรัฐบาลรัสเซีย
"ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) จึงกำลังทำหน้าที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและผู้สนับสนุนอาชญากรรมอันนองเลือด ตลอดจนการโจมตีทางก่อการร้ายของกลุ่มนีโอนาซีแห่งประเทศยูเครน ที่มุ่งหมายจะปิดล้อมประเทศของพวกเราและสร้างความเสียหายสูงสุดแก่รัสเซียโดยอาศัยมือของผู้อื่น" แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติม โดยนำคำพูดเปรียบเทียบเชิงประณามมาใช้เรียกกลุ่มผู้นำของทางการกรุงเคียฟ (Kyiv)
"การกระทำของทางการกรุงลอนดอนจะนำไปสู่ผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งตนเองจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ยิ่งถลำลึกเข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งนี้มากเท่าไร และยิ่งให้การสนับสนุนกลไกการก่อการร้ายของกรุงเคียฟมากเท่าใด ราคาสูงลิ่วที่ต้องจ่ายก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น"
ในเบื้องต้นยังไม่มีความชัดเจนแน่ชัดว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) กำลังขู่ที่จะดำเนินมาตรการตอบโต้ในรูปแบบใดเพื่อเป็นการเอาคืนต่อการที่ประเทศยูเครน (Ukraine) นำโดรนของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) มาใช้งาน
ทว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้เคยออกมาขู่ว่าจะเข้ายึดเรือพาณิชย์ของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) เพื่อเป็นการตอบโต้มาตรการกวาดล้างของชาติตะวันตก ต่อกองเรือเงา (Shadow fleet) ของเรือบรรทุกน้ำมันที่รัสเซียใช้ในการขนส่งน้ำมันเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
ขณะเดียวกัน หน่วยข่าวกรองแห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ได้เปิดเผยการประเมินเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ผู้นำแห่งประเทศรัสเซียอาจอนุมัติให้เปิดฉากโจมตีเข้าใส่ดินแดนขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อบั่นทอนและลดทอนการสนับสนุนของกลุ่มพันธมิตรที่มีต่อทางการกรุงเคียฟ (Kyiv)
การออกมาเคลื่อนไหวของสถานเอกอัครราชทูตประเทศรัสเซีย (Russia) มีขึ้นหลังจากมีรายงานข่าวเปิดเผยว่า โดรนที่ผลิตขึ้นโดยบริษัทเอกชนของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) จำนวน 2 แห่ง ได้ถูกนำมาใช้ในแคมเปญการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนประเทศรัสเซีย (Russia) ของประเทศยูเครน (Ukraine) ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยมุ่งเป้าไปยังโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งได้รับการประเมินว่าได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไปแล้วมากกว่า 3.50 หมื่นล้านปอนด์ (ประมาณ 4.50 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
สภาวะดังกล่าวนำไปสู่ภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ของประเทศรัสเซีย (Russia) ตลอดจนคาบสมุทรไครเมีย (Crimea) ที่อยู่ภายใต้การยึดครอง ซึ่งได้ส่งผลกระทบและดึงเอาผลของสงครามกลับมาสู่บ้านเรือนของพลเมืองชาวรัสเซียจำนวนมากที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากแนวหน้าสมรภูมิ
รายงานของสำนักข่าว The Sunday Times ได้ระบุชื่อโดรนรุ่น Nyan ซึ่งผลิตขึ้นโดยบริษัท Callen-Lenz ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ BAE Systems ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
โดรนโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ดังกล่าว ซึ่งมีระยะกว้างของปีก 2.90 เมตร มีรัศมีทำการปฏิบัติการประมาณ 150 ไมล์ (240 กิโลเมตร) ซึ่งหมายความว่าสามารถบินเข้าโจมตีพื้นที่ส่วนต่างๆ ของประเทศรัสเซีย (Russia) ที่ตั้งอยู่ใกล้กับประเทศยูเครน (Ukraine) ได้ โดยถูกส่งขึ้นสู่อากาศด้วยระบบเครื่องดีดพลังงานลม (Pneumatic catapult) และสามารถแบกรับน้ำหนักหัวบรรทุก (Payload) ได้ประมาณ 20 กิโลกรัม
สำนักข่าว The Times ระบุเพิ่มเติมว่า โดรนที่ผลิตโดยบริษัทแห่งที่สองก็ถูกนำมาใช้ในการโจมตีระยะไกลเช่นกัน ทว่าสำนักข่าวได้สงวนการเปิดเผยชื่อบริษัทดังกล่าวไว้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวภายในกองทัพประเทศยูเครน (Ukraine) สำนักข่าวรายงานว่า เป้าหมายที่ถูกพุ่งเป้าโจมตีโดยโดรนที่ผลิตในประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ครอบคลุมถึงโรงกลั่นน้ำมันในเมืองโวลโกกราด (Volgograd) และเมืองยาโรสลาฟล์ (Yaroslavl) ใกล้กับกรุงมอสโก (Moscow)
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อาวุธซึ่งผลิตขึ้นโดยประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ถูกนำมาใช้ในการโจมตีข้ามเข้าไปในดินแดนของประเทศรัสเซีย (Russia) โดยขีปนาวุธร่อนแบบ Storm Shadow เคยถูกนำมาใช้งานก่อนหน้านี้โดยกองทัพอากาศประเทศยูเครน (Ukraine) ในการพุ่งเป้าโจมตีเป้าหมายข้ามแดน
นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ระบุว่าขีปนาวุธดังกล่าวก่อเหตุถูกนำมาใช้โจมตีทหารของประเทศรัสเซีย (Russia) และประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) ในแคว้นเคิร์สก์ (Kursk) ทางตอนใต้ ซึ่งเคยถูกเข้ายึดครองพื้นที่บางส่วนโดยกองกำลังของทางการกรุงเคียฟ (Kyiv) เมื่อช่วงปลายปี 2024 ที่ผ่านมา
ขณะที่ฝ่ายประเทศยูเครน (Ukraine) ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ถึงการเปิดฉากโจมตีข้ามแดนด้วยขีปนาวุธ Storm Shadow ในอีกหนึ่งปีต่อมา เมื่อยุทโธปกรณ์ดังกล่าวก่อเหตุถูกนำมาใช้พุ่งเป้าโจมตีโรงงานเคมีภัณฑ์ และโรงกลั่นน้ำมัน Novoshakhtinsk ในแคว้นรอสตอฟ (Rostov) ของประเทศรัสเซีย (Russia) ในระหว่างการโจมตีแยกกัน 2 ครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น โดรนของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ยังได้ถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการโจมตีระยะกลางของประเทศยูเครน (Ukraine) โดยพุ่งเป้าเข้าใส่เป้าหมายต่างๆ ภายในพื้นที่ของประเทศยูเครนที่ถูกยึดครองอยู่เช่นเดียวกัน
ที่ผ่านมา การส่งมอบบริจาคอาวุธยุทโธปกรณ์โดยประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ได้จุดชนวนคำขู่ตอบโต้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากบรรดาเจ้าหน้าที่ของประเทศรัสเซีย (Russia) รวมถึงตัวประธานาธิบดีปูตินเองด้วย
ผู้นำแห่งประเทศรัสเซียเคยออกมากล่าวอ้างก่อนหน้านี้ว่า เขาอาจพิจารณาการเปิดฉากโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์เข้าใส่ประเทศสมาชิกองค์การนาโต (NATO) ที่ดำเนินการจัดหาอาวุธแบบดั้งเดิม (Conventional weapons) ให้แก่ประเทศยูเครน (Ukraine) สำหรับใช้ในการโจมตีเข้ามายังประเทศของตน
ทั้งนี้ ประเทศยูเครน (Ukraine) ส่วนใหญ่ได้เลือกใช้งานโดรนที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศสำหรับการโจมตีในดินแดนประเทศรัสเซีย (Russia) เนื่องจากความยากลำบากในการได้รับอนุมัติให้ใช้งานขีปนาวุธของชาติตะวันตกสำหรับภารกิจในลักษณะดังกล่าว
แม้ว่าประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศฝรั่งเศส (France) จะเคยลงนามอนุมัติให้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีในลักษณะดังกล่าวเป็นครั้งคราว ทว่าสิ่งนี้ได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากคลังยุทโธปกรณ์ที่ลดน้อยลง ตลอดจนความหวาดกลัวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ว่าอาจจุดชนวนให้เกิดการยกระดับความขัดแย้ง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศรัสเซีย (Russia) ได้ส่งเรือรบทางทหารซึ่งติดตั้งขีปนาวุธร่อนและขีปนาวุธเหนือเสียง (Hypersonic missile) เข้ามาใกล้กับเกาะของประเทศเยอรมนี (Germany) ในทะเลบอลติก (Baltic Sea) โดยเรือฟริเกต Admiral Kasatonov ซึ่งติดตั้งขีปนาวุธเหนือเสียงติดหัวหน้านิวเคลียร์แบบ Zircon ถูกพบเห็นบริเวณนอกชายฝั่งของเกาะ Fehmarn ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้รับความนิยมอย่างมาก ภายหลังจากคำขู่ของทำเนียบเครมลิน (Kremlin) ที่จะเปิดฉากโจมตีเรือของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) และสหภาพยุโรป (EU)
การปรากฏตัวของเรือรบดังกล่าวในทะเลบอลติก (Baltic Sea) ซึ่งถือเป็นเส้นทางการขนส่งทางเรือที่มีความสำคัญขั้นวิกฤต ดูเหมือนจะเป็นดั่งหลักหมุดของการยกระดับความตึงเครียดระลอกล่าสุดระหว่างประเทศรัสเซีย (Russia) และองค์การนาโต (NATO)
นอกจากนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สำนักข่าว The Telegraph ได้เปิดเผยรายงานระบุว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) กำลังเร่งก่อสร้างฐานทัพลับใกล้กับชายแดนติดกับประเทศยูเครน (Ukraine) ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวกำลังถูกนำมาใช้สำหรับการประกอบและผลิตโดรนโจมตีเทคโนโลยีสูง ที่มีความสามารถในการบินโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนขององค์การนาโต (NATO) อันถือเป็นภัยคุกคามระยะยาวต่อกลุ่มพันธมิตรความมั่นคง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.telegraph.co.uk/world-news/2026/08/17/russia-britain-will-pay-for-giving-ukraine-drones/