.
ทรัมป์กดดันพันธมิตรเอเชีย-แปซิฟิกเพิ่มงบกลาโหม ชาติพันธมิตรเอเชียตอบโต้ด้วยการ สร้างอุตสาหกรรมกลาโหมในประเทศ แทนซื้อจากวอชิงตัน
31-7-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ข้อเรียกร้องของประธานาธิบดี โดนัลด์ ททรัมป์ (Donald Trump) ที่ต้องการให้พันธมิตรในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) ร่วมแบกรับภาระงบประมาณกลาโหม กำลังนำไปสู่ผลกระทบย้อนศร (backfire) เมื่อชาติต่างๆ หันไปเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเอง และกระจายความเสี่ยงออกห่างจากประเทศสหรัฐฯ (US)
ความคลางแคลงใจต่อวอชิงตัน และผลกระทบย้อนศร
เอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy) และคำแถลงของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ นาย พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) ณ ที่ประชุม ชางกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) เน้นย้ำว่า สหรัฐฯ ต้องการ "พันธมิตร ไม่ใช่ดินแดนในอารักขา" และกระตุ้นให้ประเทศญี่ปุ่น (Japan) และประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) เพิ่มงบกลาโหมเพื่อปกป้องแนวหมู่เกาะสายแรก (first island chain) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ญี่ปุ่น ไต้หวัน (Taiwan) ฟิลิปปินส์ (Philippines) ไปจนถึงเกาะบอร์เนียว (Borneo)
อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้ซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) เป็นลำดับความสำคัญสูงสุด ประกอบกับการถอนระบบป้องกันขีปนาวุธ พาทริออต (Patriot) และ ทาด (THAAD) จากเกาหลีใต้ไปภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) ได้จุดชนวนความคลางแคลงใจต่อพันธสัญญาของสหรัฐฯ
นาย เบนจามิน บาร์ตัน (Benjamin Barton) รองศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม มาเลเซีย (University of Nottingham Malaysia) ระบุว่า สหรัฐฯ หวังให้อุปสงค์พุ่งเป้าไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมความมั่นคงอเมริกัน (American military-industrial complex) แต่กลับกลายเป็น "การแผลงฤทธิ์ย้อนศร" เนื่องจากพันธมิตรหันไปพัฒนาอาวุธภายในประเทศ หรือกระจายความเสี่ยงจัดซื้อจากแหล่งอื่นเพราะความไม่ไว้วางใจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสหรัฐฯ ในฐานะผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ที่สุดในโลก (สัดส่วน 42% ในช่วงปี 2021-2025 จากข้อมูล SIPRI)
การเร่งสร้างขีดความสามารถการพึ่งพาตนเองของชาติพันธมิตร
ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea): ก้าวขึ้นสู่แนวหน้าด้วยแผนพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ส่งมอบเครื่องบินรบยุค 4.5 รุ่น เคเอฟ-21 (KF-21) และตั้งเป้ายกระดับสู่ยุคที่ 5 ด้าน นาย เบนเซ เนเมธ (Bence Nemeth) จากคิงส์คอลเลจ ลอนดอน (King's College London) ชี้ว่า เกาหลีใต้สร้างระบบอุตสาหกรรมกลาโหมมากว่า 5 ทศวรรษ จนพึ่งพาการผลิตภายในประเทศได้เกิน 80% ทั้งเครื่องบินรบ รถถัง เรือรบ และขีปนาวุธ
ประเทศญี่ปุ่น (Japan): ตั้งเป้าเพิ่มงบกลาโหมสู่ 2% ของ GDP ภายในปี 2027 พร้อมพัฒนาขีปนาวุธต่อต้านเรือ ไทป์-12 (Type-12) และร่วมโครงการ จีแคป (GCAP) กับสหราชอาณาจักร (UK) และอิตาลี (Italy) เพื่อพัฒนาเครื่องบินรบยุคที่ 6 ภายในปี 2035 นอกจากนี้ยังยกระดับการส่งออกอาวุธด้วยการจัดหาเรือฟริเกตชั้น โมกามิ (Mogami-class) ให้แก่ออสเตรเลีย ขณะที่นายกรัฐมนตรี นาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราสันติภาพ
ประเทศออสเตรเลีย (Australia): เดินหน้าจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ภายใต้กติกาความมั่นคง ออคุส (AUKUS) ร่วมกับ UK และสหรัฐฯ
นาย ทอม คอร์เบน (Tom Corben) จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ (University of Sydney) สรุปว่า ประเทศในภูมิภาคไม่ได้ปฏิเสธระบบพันธมิตรของสหรัฐฯ แต่กำลังป้องกันความเสี่ยง (hedge) และสร้างศักยภาพของตนเองเพื่อให้เป็นหุ้นส่วนความมั่นคงที่น่าดึงดูดและพึ่งพาได้มากขึ้น
การตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์จากประเทศจีน
ด้านประเทศจีน (China) กำลังเร่งปรับปรุงกองทัพมุ่งสู่เป้าหมายครบรอบ 100 ปี กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ในปี 2027 โดยซุ่มพัฒนาเครื่องบินรบยุคที่ 6 รุ่น เจ-36 (J-36) และ เจ-50 (J-50) รวมถึงส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน ฝูเจี้ยน (Fujian) เข้าประจำการ และมีแผนสร้างเพิ่มอีก 6 ลำภายในปี 2035
นาย เซียว เหลียง (Xiao Liang) จากสถาบัน SIPRI และ นางสาว ลิเซอลอตต์ ออดการ์ด (Liselotte Odgaard) จากสถาบันฮัดสัน (Hudson Institute) ประเมินว่า จีนเป็นเพียงประเทศเดียวที่มีอุตสาหกรรมอาวุธซับซ้อนครอบคลุมทุกภาคส่วน ขณะที่การทดแทนเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ (เช่น เครื่องบินล่องหน Stealth และระบบเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง) ยังทำได้ยากและมีราคาสูง
นาย เบนจามิน บาร์ตัน (Benjamin Barton) ทิ้งท้ายว่า แม้จีนจะพึงพอใจที่เห็นสหรัฐฯ ถอยร่นเชิงยุทธศาสตร์ แต่การที่ประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มศักยภาพพึ่งพาตนเองทางทหาร อาจบีบบังคับให้จีนต้องเผชิญภัยคุกคามหลายด้านพร้อมกันรอบชายขอบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/military/article/3362301/how-trumps-call-asia-pacific-allies-raise-defence-spending-may-backfire-us?module=perpetual_scroll_1_RM&pgtype=article