.
จีนเร่งสร้างเครือข่ายคลังทองคำทั่วโลก ผูก ‘เงินหยวน’ กับ ‘ทองคำ’ ดันยุทธศาสตร์คานอำนาจดอลลาร์ในการค้าโลก
26-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า จีนกำลังสร้างเครือข่ายคลังเก็บทองคำทั่วโลก ควบคู่กับการเร่งสะสมทองคำในทุนสำรองของธนาคารกลาง เพื่อเพิ่มบทบาทของเงินหยวนในการค้าระหว่างประเทศ โดย S&P Global Ratings ประเมินว่า การเชื่อมการซื้อขายเงินหยวนเข้ากับทองคำผ่าน Hong Kong และคลังทองคำในต่างประเทศ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการแปลงเงินหยวนและสร้างความเชื่อมั่นต่อการใช้เงินหยวนในธุรกรรมข้ามพรมแดน
รายงานวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์จาก เอสแอนด์พี โกลบอล เรตติ้งส์ (S&P Global Ratings) ที่เปิดเผยเมื่อวันอังคารระบุว่า ประเทศจีน (China) กำลังเดินหน้าเร่งสร้างเครือข่ายคลังทองคำกายภาพทั่วโลก (global network of gold vaults) ควบคู่ไปกับการเร่งสะสมทองคำสำรองของธนาคารกลาง เพื่อผลักดันและยกระดับบทบาทของ สกุลเงินหยวน (Yuan/RMB) ในระบบการค้าและการเงินระหว่างประเทศ
รายงานฉบับดังกล่าวเปิดเผยว่า บริษัทผู้ประกอบการเหมืองทองคำและโรงแปรรูปทองคำยักษ์ใหญ่ของประเทศจีน เช่น บริษัท ซื่อจิน ไมน์นิง (Zijin Mining) ซึ่งเป็นผู้แปรรูปทองคำรายใหญ่ที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่ และ บริษัท ชานตง โกลด์ ไมน์นิง (Shandong Gold Mining) ถูกคาดหมายว่าจะขยายขอบเขตการดำเนินงานในต่างประเทศ "รวดเร็วยิ่งกว่าบริษัทคู่แข่งส่วนใหญ่ในระดับโลก" หลังจากที่รัฐบาลปักกิ่งได้ประกาศเปลี่ยนหมวดหมู่การจัดประเภททองคำใหม่ จากเดิมที่เป็นเพียง "สินทรัพย์ทางการเงิน" (financial asset) ไปสู่การเป็น "แร่ยุทธศาสตร์" (strategic mineral) มาตั้งแต่ปี 2025
"หากคุณกำลังดำเนินธุรกรรมการค้าด้วยสกุลเงินหยวน มักจะมีคำถามตามมาเสมอว่า คุณจะนำสกุลเงินหยวนเหล่านั้นไปใช้ต่ออย่างไร" นายชาลส์ ชาง (Charles Chang) หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภาคองค์กรประจำภูมิภาคเกรตเตอร์ไชน่า แห่ง เอสแอนด์พี โกลบอล เรตติ้งส์ (S&P Global Ratings) กล่าวระบุ พร้อมทั้งอธิบายเสริมว่า "แต่หากสกุลเงินหยวนนั้นสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้ ภาพที่เกิดขึ้นย่อมแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงในการค้าขาย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางในหลายภูมิภาคทั่วโลก"
การเปิดคลังทองคำฮ่องกง และการขยายปีกสู่ 5 ศูนย์กลางการเงินโลก
เมื่อปีที่ผ่านมา จีนแผ่นดินใหญ่ได้เริ่มเปิดดำเนินการคลังส่งมอบทองคำนอกพรมแดน (offshore gold delivery vault) แห่งแรก ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong) ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือกับ ตลาดซื้อขายทองคำแห่งเซี่ยงไฮ้ หรือ เอสจีอี (Shanghai Gold Exchange: SGE) โดยมี ธนาคารแห่งประเทศจีน ฮ่องกง หรือ บีโอซีเอชเค (Bank of China (Hong Kong)) ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการคลังอย่างเป็นทางการ
ควบคู่ไปกับการเปิดตัวคลังทองคำดังกล่าว เอสจีอี (SGE) ได้เปิดกระดานซื้อขายสัญญาซื้อขายทองคำอ้างอิงสกุลเงินหยวนรูปแบบใหม่จำนวน 2 สัญญา ซึ่งสามารถเลือกชำระราคาได้ทั้งในรูปแบบการส่งมอบทองคำกายภาพจริง หรือการชำระราคาเป็นเงินสด
นอกจากนี้ รายงานของ เอสแอนด์พี โกลบอล เรตติ้งส์ (S&P Global Ratings) ระบุเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากฮ่องกงแล้ว รัฐบาลจีนยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกเมืองศูนย์กลางการค้าทองคำสำคัญอื่นๆ เพื่อจัดตั้งเป็นเครือข่ายคลังทองคำของจีน ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ (Singapore), กรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur) ประเทศมาเลเซีย, นครดูไบ (Dubai) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กรุงริยาด (Riyadh) ประเทศซาอุดีอละเบีย และ กรุงมอสโก (Moscow) ประเทศรัสเซีย
"เครือข่ายคลังทองคำระดับโลกนี้จะช่วยเชื่อมโยงสถาบันการเงินและประเทศต่างๆ เข้ากับตลาดทองคำกายภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก" นายชาลส์ ชาง (Charles Chang) กล่าวเน้นย้ำ พร้อมระบุว่า "นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังสามารถดึงดูดกลุ่มประเทศที่กำลังมองหาช่องทางกระจายความเสี่ยง ย้ายสถานที่จัดเก็บทองคำกลับสู่ประเทศ (onshore) หรือนำมาเก็บไว้ในประเทศพันธมิตรใกล้เคียง (nearshore) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมและปกป้องสินทรัพย์สำรองของตนเอง"
สะสมทองคำต่อเนื่อง 21 เดือน และการผนึกกำลังของ 9 หน่วยงานภาครัฐ
ข้อมูลจาก เอสแอนด์พี โกลบอล เรตติ้งส์ (S&P Global Ratings) ชี้ว่า แม้การถือครองทองคำของประเทศจีนจะเติบโตขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังมีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมด โดยปริมาณทองคำสำรองของจีนจัดอยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก รองจาก ประเทศสหรัฐฯ (US), ประเทศฝรั่งเศส (France), ประเทศอิตาลี (Italy), ประเทศเยอรมนี (Germany) และ ประเทศรัสเซีย (Russia) แต่นายชาลส์ ชาง (Charles Chang) ชี้ว่า สถานะดังกล่าวยิ่งสะท้อนถึง "แนวโน้มความต้องการเข้าซื้อและสะสมทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง" ท่ามกลางภาวะความตึงเครียดและข้อพิพาทภูมิรัฐศาสตร์โลกที่พุ่งสูงขึ้น
ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ปี 2026 ปริมาณทองคำสำรองของประเทศจีนได้พุ่งแตะระดับ 76.08 ล้านออนซ์ (million ounces) ซึ่งถือเป็นการสะสมและเข้าซื้อทองคำติดต่อกันเป็นเดือนที่ 21
นอกจากนี้ ในปี 2025 ที่ผ่านมา หน่วยงานระดับกระทรวงและองค์กรภาครัฐระดับสูงของจีนจำนวน 9 แห่ง ซึ่งรวมถึง คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน หรือ เอ็นดีอาร์ซี (National Development and Reform Commission: NDRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจสูงสุดของจีน ได้ร่วมกันตีพิมพ์แผนแม่บทพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำ เพื่อยกระดับความมั่นคง ขีดความสามารถ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน นวัตกรรม ขนาดการผลิต และการบริหารจัดการทรัพยากรเหมืองทองคำของประเทศ
บิ๊กเหมืองจีนลุยเร่งควบรวมกิจการต่างแดน ท่ามกลางการคุมเข้มเงินทุนออกนอกประเทศ
จากแรงหนุนนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลปักกิ่ง ผสานกับอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งต่อทองคำแท่งและเหรียญทองคำ ส่งผลให้บรรดาบริษัทเหมืองทองคำของจีนเร่งเดินหน้าการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด
บริษัท ซื่อจิน โกลด์ อินเตอร์เนชันแนล (Zijin Gold International) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท ซื่อจิน ไมน์นิง (Zijin Mining) ได้เข้าซื้อกิจการเหมืองทองคำเพิ่มอีก 2 แห่งในรอบปีที่ผ่านมา ทั้งใน ประเทศกานา (Ghana) และ ประเทศคาซัคสถาน (Kazakhstan) ซึ่งเป็นเหมืองที่สามารถทำกำไรได้แล้ว ส่งผลให้กำไรสุทธิช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 179 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทะยานแตะระดับ 1,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.45 billion USD)
อย่างไรก็ตาม บริษัท ซื่อจิน ไมน์นิง (Zijin Mining) ได้ตัดสินใจยกเลิกแผนการเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของ บริษัท อัลไลด์ โกลด์ คอร์ป (Allied Gold Corp) ใน ประเทศแคนาดา (Canada) เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนมาใช้วิธีเข้าถือหุ้นส่วนน้อยในสัดส่วนร้อยละ 9.2 ด้วยวงเงินประมาณ 295 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แทน ท่ามกลางมาตรการตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างเข้มงวดของรัฐบาลปักกิ่งต่อการนำเงินทุนออกไปลงทุนในต่างประเทศ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/business/china-business/article/3365092/gold-strategy-why-chinese-global-network-vaults-would-bolster-yuans-trade-role?module=top_story&pgtype=homepage