.
สหรัฐฯ ต้องบีบประเทศคู่ค้าหลัก หากหวังโดดเดี่ยวเตหะรานออกจากเศรษฐกิจโลก? เช็กลิสต์ ส่งออก‘จีน-อิรัก-ยูเออี-ตุรกี-อัฟกานิสถาน’ นำเข้า EU และ อินเดีย
26-8-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ในขณะที่รัฐบาลประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังเร่งผลักดันเป้าหมายในการโดดเดี่ยว ประเทศอิหร่าน (Iran) ออกจากระบบเศรษฐกิจการค้าและการเงินโลกอย่างสมบูรณ์ คำถามสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกกำลังจับตามองคือ กรุงวอชิงตัน D.C. (Washington, D.C.) จำเป็นต้องพุ่งเป้าเล่นงานประเทศคู่ค้ารายใดบ้างเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว และมีเดิมพันทางเศรษฐกิจสูงเพียงใดในสมรภูมิการค้าแห่งนี้
ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก นายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury Secretary) ได้เปิดตัวแพ็กเกจมาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่ภายใต้ยุทธการ "Operation Economic Outcast" ซึ่งขึ้นบัญชีดำเอนทิตี บุคคล และเรือขนส่งสินค้าเกือบ 60 รายการ พร้อมทั้งขยายขอบเขตมาตรการคว่ำบาตรลำดับที่สอง (secondary sanctions) ให้ครอบคลุมภาคการเดินเรือ ทองคำ การบิน เทคโนโลยี และสินทรัพย์ดิจิทัล
นายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ระบุว่า เป้าหมายของวอชิงตันคือการตัดทุกท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนรัฐบาลเตหะรานจนกว่าประเทศอิหร่านจะตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยวโดยสิ้นเชิง ขณะที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กำลังอยู่ระหว่างการต่อสายโทรศัพท์ถึงบรรดาผู้นำโลกเพื่อเรียกร้องให้ระงับการทำธุรกรรมทางการค้ากับอิหร่านโดยตรง แม้ว่าวอชิงตันจะยังไม่ได้ระบุชื่อประเทศเป้าหมายอย่างเป็นทางการ หรือกำหนดขีดเส้นตายที่ชัดเจนก็ตาม
ทั้งนี้ รายงานวิเคราะห์ข้อมูลศุลกากรทางการที่รวบรวมโดย เทรด เดตา มอนิเตอร์ (Trade Data Monitor) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่รวมถึงมูลค่าการค้าในตลาดมืดและการลักลอบส่งออกน้ำมันดิบ ได้เปิดเผยโครงสร้างคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่านทั้งในฝั่งการส่งออกและการนำเข้าไว้อย่างลึกซึ้ง ดังนี้
เจาะลึก 5 ประเทศตลาดส่งออกหลักของอิหร่าน (Iran’s Top Export Partners)
ตลอดระยะเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา การตกอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกอย่างต่อเนื่อง ได้บีบบังคับให้โครงสร้างเศรษฐกิจของอิหร่านต้องเบนทิศทางออกจากทวีปยุโรป และหันไปพึ่งพาพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียและประเทศเพื่อนบ้านมากยิ่งขึ้น
ตามข้อมูลศุลกากรอย่างเป็นทางการ ในปี 2024 ประเทศอิหร่าน (Iran) มีมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมประมาณ 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปยังประเทศและดินแดนอย่างน้อย 112 แห่ง โดยมีประเทศคู่ค้าส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่:
ประเทศจีน (China) — มูลค่าส่งออก 1.458 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ: จีนถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดในการเข้าซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่าน โดยจากข้อมูลของนักวิเคราะห์ติดตามเรือบรรทุกน้ำมันระบุว่า จีนรับซื้อน้ำมันดิบขนส่งทางเรือของอิหร่านคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด ทั้งนี้ น้ำมันดิบส่วนใหญ่ถูกจำหน่ายในราคา discount และขนส่งผ่านกองเรือเงา (shadow fleet) ส่งผลให้ตัวเลขการค้าส่วนใหญ่แทบไม่ปรากฏในรายงานศุลกากรทางการของทั้งสองประเทศ
ประเทศอิรัก (Iraq) — มูลค่าส่งออก 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ: อิหร่านทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ให้แก่อิรักเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า รวมถึงการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าโดยตรงไปยังจังหวัดทางตอนใต้ของอิรัก นอกจากนี้ อิหร่านยังเป็นแหล่งนำเข้าหลักของสินค้าอาหาร วัสดุก่อสร้าง และสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูปในอิรัก
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) — มูลค่าส่งออก 7.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ: นครดูไบและยูเออีรับบทบาทเป็นท่อน้ำเลี้ยงทางการเงินและการส่งออกต่อ (re-export) ที่สำคัญ โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13 ของยอดส่งออกทั้งหมดของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ทางการกรุงอาบูดาบีได้ประกาศมาตรการระงับการค้าโดยไม่มีกำหนดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกล่าวหาว่าอิหร่านยิงขีปนาวุธตกใส่ดินแดนของตน ซึ่งทางการเตหะรานได้ออกมาระบุปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
ประเทศตุรกี (Turkey) — มูลค่าส่งออก 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ: อิหร่านจัดส่งก๊าซธรรมชาติผ่านท่อส่งก๊าซทับรีซ-อังการา (Tabriz-Ankara Pipeline) ให้แก่ตุรกีมาอย่างยาวนาน ควบคู่ไปกับการส่งออกปิโตรเคมี ผลิตภัณฑ์อาหาร และวัสดุก่อสร้าง
ประเทศอัฟกานิสถาน (Afghanistan) — มูลค่าส่งออก 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ: อิหร่านทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาเชื้อเพลิง อาหาร และวัสดุก่อสร้างให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านไร้ชายฝั่งทะเลแห่งนี้ ขณะที่อัฟกานิสถานต้องพึ่งพาท่าเรือและเส้นทางขนส่งทางบกของอิหร่านเป็นหลักในการเข้าถึงตลาดการค้าโลก
เจาะลึก 5 ประเทศตลาดนำเข้าหลักของอิหร่าน (Iran’s Top Import Partners)
ในฝั่งการนำเข้า ข้อมูลปี 2024 ระบุว่า ประเทศอิหร่าน (Iran) นำเข้าสินค้ามูลค่ารวมประมาณ 6.85 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากประเทศและดินแดนอย่างน้อย 87 แห่ง โดยมีแหล่งนำเข้าหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่:
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) — มูลค่านำเข้า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ: ยูเออีเคยเป็นผู้จัดหาสินค้านำเข้าให้แก่อิหร่านสูงถึงกว่าร้อยละ 30 ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าส่งออกต่อ (re-exported goods) ไม่ใช่สินค้าที่ผลิตในเอมิเรตส์ ส่งผลให้เตหะรานสามารถเข้าถึงเครื่องจักร เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุปโภคบริโภคของชาติตะวันตกทางอ้อม ทว่าการประกาศตัดสัมพันธ์ทางการค้าของกรุงอาบูดาบีได้ทำลายเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์นี้ลงในทันที
ประเทศจีน (China) — มูลค่านำเข้า 1.78 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ: จีนคือผู้จัดหาหลักในกลุ่มสินค้าเครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นพันธมิตรที่อิหร่านพึ่งพาหนักที่สุดเมื่อการค้ากับชาติตะวันตกถูกปิดล้อม
ประเทศตุรกี (Turkey) — มูลค่านำเข้า 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ: การมีพรมแดนทางบกติดต่อกันและความสัมพันธ์ทางการค้าที่ยาวนาน ทำให้ตุรกีกลายเป็นเส้นทางลำเลียงทางบกวิกฤตสำหรับการส่งออกเครื่องจักร เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ และสินค้าอุตสาหกรรมไปยังอิหร่าน แม้ว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองฝ่ายจะปรับตัวลดลงนับตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้นก็ตาม
สหภาพยุโรป (EU) — มูลค่านำเข้า 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ: ยอดขายสินค้าจากยุโรปไปยังอิหร่านในปัจจุบันเหลือเพียงส่วนเสี้ยวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2018 โดยกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเครื่องจักรเฉพาะทาง
ประเทศอินเดีย (India) — มูลค่านำเข้า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ: มูลค่าการค้าระหว่างนิวเดลีและเตหะรานดิ่งลงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยกรุงนิวเดลีได้จำกัดขอบเขตความสัมพันธ์ทางการค้าให้อยู่ในกลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ชา และผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์เท่านั้น
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.aljazeera.com/news/2026/8/25/who-are-irans-top-trading-partners-us-would-need-to-target-to-isolate-it