.
'จีน' สวนกลับ 'ทรัมป์' เตือน 'สงครามเศรษฐกิจ' ไม่ช่วยแก้วิกฤตอิหร่าน จี้ใช้ช่องทางทูตสยบความตึงเครียด
21-8-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประเทศจีน (China) ได้ออกมาเปิดเผยว่า คำขู่ของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ที่จะเปิดฉาก "สงครามเศรษฐกิจ" (Economic warfare) ต่อประเทศอิหร่าน (Iran) และกลุ่มประเทศคู่ค้า จะไม่ประสบผลสำเร็จ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความสงบและสติในการรับมือกับสถานการณ์
นายหลิน เจี้ยน (Lin Jian) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน (Chinese Foreign Ministry) แถลงต่อสื่อมวลชนในระหว่างการแถลงข่าวประจำวัน ณ กรุงปักกิ่ง (Beijing) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยระบุว่า "มาตรการคว่ำบาตรและการสร้างแรงกดดันจะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด ประเทศจีนขอเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการที่มีความรับผิดชอบ และแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางทางการทูตและการเมือง"
การออกมาแสดงท่าทีของ นายหลิน เจี้ยน (Lin Jian) มีขึ้นเพื่อตอบโต้ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ระบุถึงแผนการในการโดดเดี่ยวประเทศอิหร่าน (Iran) และกลุ่มประเทศคู่ค้า แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ จะไม่ได้ระบุชื่อประเทศอื่น ๆ ที่ตกเป็นเป้าหมายอย่างเจาะจงก็ตาม แต่เป็นที่เข้าใจกันอย่างกว้างขวางว่า ประเทศจีน (China) ซึ่งเป็นผู้รับซื้อน้ำมันส่งออกของประเทศอิหร่าน (Iran) ในสัดส่วนสูงถึงกว่าร้อยละ 90 ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักดังกล่าว
ทั้งนี้ ประเทศจีน (China) ดำรงสถานะเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของประเทศอิหร่าน (Iran) ในปี 2025 โดยเป็นรองเพียง ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเพิ่งประกาศตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดกับกรุงเตหะราน (Tehran) ไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ หลังจากออกมากร่าวหาว่าประเทศอิหร่าน (Iran) ยิงขีปนาวุธทอดตัว (Ballistic missiles) มุ่งเป้ามายังน่านน้ำของตน
นอกเหนือจากผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว คำขู่ของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยังเสี่ยงที่จะสร้างความตึงเครียดให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงวอชิงตัน (Washington) และกรุงปักกิ่ง (Beijing) เพิ่มเติม ก่อนหน้าที่ผู้นำสหรัฐฯ มีกำหนดการจะพบปะหารือกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ผู้นำประเทศจีน (China) ในเดือนหน้า
แม้ว่าตามหลักการแล้ว ประเทศจีน (China) จะไม่ยอมรับมาตรการคว่ำบาตรที่ดำเนินฝ่ายเดียว (Unilateral sanctions) แต่รัฐวิสาหกิจของจีนโดยทั่วไปมักจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับน้ำมันที่ถูกขึ้นบัญชีดำ ขณะเดียวกัน ธนาคารรัฐรายใหญ่ที่สุดของจีนก็มีประวัติในการปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อประเทศอิหร่าน (Iran), ประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงในเกาะฮ่องกง (Hong Kong) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการสูญเสียการเข้าถึงระบบชำระเงินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (US dollar-clearing system)
ก่อนหน้านี้ กรุงวอชิงตัน (Washington) ได้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันอิสระขนาดเล็ก (Teapot refineries) และบริษัทสัญชาติจีนบางแห่ง นับตั้งแต่ประเทศสหรัฐฯ (US) เปิดฉากสงครามกับประเทศอิหร่าน (Iran) เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบัน ประเทศสหรัฐฯ (US) ยังคงเว้นการลงโทษมุ่งเป้าไปที่ธนาคารรายใหญ่ของจีน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนเงินทุนในการดำเนินรายการค้าดังกล่าว
ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ประเทศจีน (China) ได้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้บริษัทภายในประเทศปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่กำหนดต่อโรงกลั่นน้ำมัน 5 แห่ง ส่งผลให้ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของจีนตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างการปฏิบัติตามคำสั่งของกรุงปักกิ่ง (Beijing) กับความเสี่ยงที่จะสูญเสียการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ (US)
ดังนั้น มาตรการลงโทษใด ๆ ในอนาคตต่อเอนทิตีที่อำนวยความสะดวกให้แก่การสั่งซื้อน้ำมันของประเทศจีน (China) จากประเทศอิหร่าน (Iran) ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลดลงของรายได้จากการขายน้ำมันของกรุงเตหะราน (Tehran)
นายวิลเลียม ฟิเกโรอา (William Figueroa) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่ง มหาวิทยาลัยโกรนิงเกน (University of Groningen) ใน ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) ให้ความเห็นว่า การออกมาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศจีน (China) ถือเป็น "เรื่องที่ซับซ้อนและมีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง"
นายวิลเลียม ฟิเกโรอา (William Figueroa) กล่าวว่า "หากสหรัฐฯ เพียงแค่ นำมาตรการคว่ำบาตรเดิมกลับมาบังคับใช้ใหม่ ซึ่งโรงกลั่นน้ำมันของจีนได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการหลบเลี่ยงไปเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการที่กรุงปักกิ่งมีคำแนะนำอย่างเป็นทางการไม่ให้ความร่วมมือกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ"
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวเสริมว่า การตอบโต้ของประเทศจีน (China) ต่อมาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่น่าจะเป็นไปในลักษณะที่ไม่เอิกเกริก
นายวิลเลียม ฟิเกโรอา (William Figueroa) กล่าวสรุปว่า "อาจมีมาตรการตอบโต้เกิดขึ้นบ้าง แต่ที่มีแนวโน้มมากที่สุดคือ พวกเขาจะค่อย ๆ ปรับตัวและหาระบบใหม่ในการดำเนินงาน มากกว่าที่จะยอมยกเลิกการทำธุรกิจในประเทศอิหร่านไปอย่างสิ้นเชิง"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-20/china-says-trump-s-economic-warfare-won-t-solve-iran-crisis?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy