สหรัฐฯ วอล์กเอาต์กลางประชุม UN
สหรัฐฯ วอล์กเอาต์กลางประชุม UN ตอบโต้ฝรั่งเศสวิจารณ์สิทธิมนุษยชนยุคทรัมป์
30-7-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า นักการทูตสหรัฐฯ เดินออกจากที่ประชุมสหประชาชาติ (UN) ระหว่างที่ฝ่ายฝรั่งเศสกำลังกล่าวถ้อยแถลง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังพันธมิตรสำคัญในยุโรปของสหรัฐฯ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์บันทึกด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
การวอล์กเอาต์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ว่าด้วยยูเครน (Ukraine) และมีขึ้นหลังสหรัฐฯ คัดค้านการต่อวาระ 4 ปีให้โวลเกอร์ เติร์ก (Volker Turk) หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของ UN แม้การลงมติเมื่อวันศุกร์จะได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น รวมถึงจากฝรั่งเศส
เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ของฝรั่งเศส แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปในวงกว้าง โดยมีประเด็นตั้งแต่ท่าทีของทรัมป์ต่อ NATO ความเป็นไปได้ในการปรับกำลังทหารสหรัฐฯ ในยุโรป ไปจนถึงความต้องการของทรัมป์ต่อกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนของเดนมาร์ก (Denmark) สมาชิก NATO.
ทรัมป์ยังกล่าวหาว่ายุโรปไม่ได้ช่วยเหลือสหรัฐฯ ในช่วงสงครามอิหร่าน (Iran) และท่ามกลางแรงตึงเครียดนี้ มาครงได้เดินหน้าบทบาทนำในการผลักดันศักยภาพทางทหารของยุโรป และสร้างหลักประกันด้านนิวเคลียร์ในฐานะหนึ่งในสองประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ของทวีป ร่วมกับสหราชอาณาจักร (UK).
หลังการเดินออกจากห้องประชุมเพียงช่วงสั้น ๆ ดาน เนเกรีย (Dan Negrea) รองเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำ UN กล่าวหาฝรั่งเศสว่าทำท่าที “เสแสร้งโกรธเคืองทางศีลธรรม” และทำตัวราวกับจะสั่งสอนโลกในทุกประเด็น รวมถึงสิทธิมนุษยชน
เขาระบุว่าสหรัฐฯ เคยยืนหยัดเคียงข้างฝรั่งเศสในทุกความขัดแย้งที่ “เสรีภาพของฝรั่งเศสตกอยู่ในอันตราย” และอดทนต่อท่าทีโอ้อวดของฝรั่งเศส “ด้วยความรู้สึกของมิตรภาพและความเคารพร่วมกัน” แต่ “ไม่อีกต่อไป”.
ต้นตอของการวอล์กเอาต์ครั้งนี้มาจากโพสต์บนโซเชียลมีเดียของคณะผู้แทนฝรั่งเศสประจำ UN ที่นครเจนีวา (Geneva) เมื่อวันศุกร์ ซึ่งวิจารณ์การที่สหรัฐฯ คัดค้านการต่อวาระของหัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของ UN
ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ UN ลงมติ 144 เสียงสนับสนุน 10 เสียงคัดค้าน และงดออกเสียง 13 เสียง ให้เติร์กดำรงตำแหน่งต่อ โดยสหรัฐฯ อยู่ในกลุ่มเสียงคัดค้าน.
คณะผู้แทนฝรั่งเศสประจำ UN โพสต์ว่า “สหรัฐฯ เคยเป็นประภาคารแห่งสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ใช่อีกต่อไป วันนี้สหรัฐฯ ยืนอยู่เคียงข้างเกาหลีเหนือ นิคารากัว มาลี และรัสเซีย ในสภาพโดดเดี่ยว และโลกก็ไม่ฟังสหรัฐฯ อีกแล้ว”
ไมค์ วอลซ์ (Mike Waltz) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำ UN ตอบโต้ผ่าน X โดยกล่าวหาฝรั่งเศสว่าประคบประหงม “ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายที่สุดบางราย” และลงคะแนนให้คนที่ “ชอบอบรมสั่งสอนประชาธิปไตยที่เสรีและมีอธิปไตยอย่างสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และอิสราเอล (Israel) ขณะเดียวกันกลับสนิทชิดเชื้อกับผู้กดขี่ที่เลวร้ายที่สุดในโลก”.
บทบาทของเติร์กในฐานะหัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของ UN มีความละเอียดอ่อนโดยธรรมชาติ เพราะต้องกล้าวิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลประเทศสมาชิก UN เอง.
ก่อนหน้านี้ เติร์กเคยวิจารณ์อย่างหนักต่อการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 และสงครามในฉนวนกาซาของอิสราเอล รวมถึงเคยเรียกร้องให้ “ทบทวนครั้งใหญ่” นโยบายผู้อพยพของสหรัฐฯ ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยอ้างถึงประเด็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ การสอดส่อง และการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง.
ในที่ประชุมวันจันทร์ เนเกรียกล่าวย้ำต่อฝรั่งเศสว่า “วันนี้ ผมขอเตือนพวกเขาว่า สหรัฐอเมริกายังคงเป็นประภาคารแห่งเสรีภาพของโลก” พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ จะไม่รับฟัง “ถ้อยคำบรรยายเชิงการเมือง” ของฝรั่งเศสอีกต่อไป จนกว่าฝรั่งเศสจะยกเลิกถ้อยคำที่ดูถูกและไม่ให้เกียรติ และประพฤติตนให้สมกับการมีที่นั่งในคณะมนตรีนี้
ด้านฌโรม โบนาฟองต์ (Jerome Bonnafont) เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำ UN ไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์วอล์กเอาต์โดยตรง เมื่อถูกเชิญให้ขึ้นกล่าวตอบตอนท้ายของการประชุม.
แต่เขาระบุว่า ฝรั่งเศสซึ่งช่วยให้สหรัฐฯ ได้เอกราช มีส่วนร่วมในงานเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ วันที่ 4 กรกฎาคม ครบรอบ 250 ปี.
“สหประชาชาติก่อตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชน และการพัฒนา” เขากล่าว “ทั้งหมดนี้คือจิตวิญญาณที่ฝรั่งเศสยึดถือในการทำงานภายในสหประชาชาติ ... เพื่อปกป้องสถาบันนี้ ความเป็นอิสระของสถาบัน และความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎบัตร เพื่อรับใช้สิทธิมนุษยชนและสันติภาพ”.
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/305id?utm_source=copy-link&utm_campaign=3362059&utm_medium=share_widget