เยอรมนีซุ่มหาจุดอ่อนเศรษฐกิจจีน
เยอรมนีซุ่มหาจุดอ่อนเศรษฐกิจจีน แมร์ซลั่น "การพึ่งพาเป็นไปทั้งสองทาง" สั่งสำรวจ 34 มาตรการลับเสริมภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ รับมือปักกิ่งใช้วัตถุดิบเป็นอาวุธ
29-7-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เจ้าหน้าที่เยอรมนีกำลังดำเนินการอย่างไม่เปิดเผย เพื่อหาจุดเปราะบางทางเศรษฐกิจของจีนที่อาจนำมาใช้ต่อรอง หากสหภาพยุโรป (EU) ต้องเผชิญสงครามการค้ากับเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก โดยรัฐบาลเยอรมนีกำลังสำรวจจุดอ่อนของจีนอย่างไม่เป็นทางการ ผ่านการวิเคราะห์กระแสการค้า ห่วงโซ่อุปทาน และข้อมูลระดับบริษัท เพื่อหาว่าจีนยังพึ่งพาเทคโนโลยี ชิ้นส่วนเฉพาะทาง และความชำนาญด้านอุตสาหกรรมจากเยอรมนีและยุโรปในด้านใดบ้าง
ผลการประเมินเบื้องต้นระบุว่า บริษัทเยอรมันอย่าง Trumpf SE และ Carl Zeiss AG ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์สำคัญของเทคโนโลยีที่ ASML Holding NV ใช้ผลิตเครื่องจักรสำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง อาจเป็นจุดเปราะบางในห่วงโซ่อุปทานของจีน ขณะเดียวกัน รายงานดังกล่าวอาจครอบคลุมบริษัทยูด้านเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Siltronic AG, Aixtron SE และ SUSS MicroTec SE ซึ่งมีบทบาทสำคัญในจุดเฉพาะทางของห่วงโซ่อุปทาน
การประเมินนี้เกิดขึ้นในช่วงที่นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) ปรับท่าทีต่อจีนให้แข็งกร้าวขึ้น โดยมองว่าเยอรมนีเสี่ยงจะติดอยู่กลางสมรภูมิการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หากไม่สร้างภูมิคุ้มกันและอำนาจต่อรองของตนเอง ขณะที่ผู้นำ EU ได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการยุโรปจัดทำมาตรการป้องกันทางการค้าใหม่ เพื่อรับมือกับภาวะขาดดุลกับจีนที่สูงเกินวันละ 1,000 ล้านยูโร (1,100 ล้านดอลลาร์)
แมร์ซกล่าวว่า การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างเยอรมนีกับจีนเป็นแบบสองทาง รวมถึงในประเด็นแร่หายาก และย้ำว่า “เราจะต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมได้ ก็ต่อเมื่อเราพร้อมป้องกันตัวเองจากมัน” โดยแนวคิดนี้สอดคล้องกับความพยายามของเบอร์ลินในการเตรียมมาตรการสำรอง หากจีนใช้วัตถุดิบสำคัญเป็นอาวุธอีกครั้งเหมือนกรณีของ Nexperia เมื่อปีก่อน ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการลับ 34 รายการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเยอรมนี
รายงานชี้ว่า จุดเปราะบางของจีนอยู่ในสินค้าทักษะสูง สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และบริการเฉพาะทางที่บริษัทจีนยังไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ แม้จีนจะไล่ตามทันอย่างมากในอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักรอุตสาหกรรมในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และสามารถแข่งขันกับบริษัทเยอรมันด้านคุณภาพได้แล้ว แต่จีนยังคงพึ่งพาในภาคส่วนเฉพาะที่ต้องใช้ความชำนาญสูงมาก
ในหลายภาคส่วน เยอรมนีมีอำนาจต่อรองสำคัญ ไม่เพียงการระงับการส่งออกเครื่องจักรและชิ้นส่วน แต่ยังรวมถึงการระงับการบำรุงรักษาและบริการของอุปกรณ์ที่ติดตั้งใช้งานอยู่แล้วในจีนด้วย ขณะที่รัฐบาลเยอรมนียืนยันว่ายังคงหารือกับบริษัทต่างๆ อย่างลับๆ และไม่มีแผนบังคับให้บริษัทส่งข้อมูล โดยย้ำว่านโยบายต่อจีนยังไม่เปลี่ยนแปลง
หนึ่งในภาคส่วนที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดคืออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นรากฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทบทุกชนิด และกลายเป็นหัวใจของการแข่งขันระดับโลกด้านความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีในยุค AI แม้ ASML ซึ่งตั้งอยู่ในเนเธอร์แลนด์ถูกห้ามส่งออกเครื่องจักรที่ล้ำหน้าที่สุดไปยังจีนแล้ว แต่ยังมีฐานติดตั้งเครื่องรุ่นเก่าจำนวนมากในจีน ซึ่งต้องพึ่งพาการบำรุงรักษา อะไหล่ และการสนับสนุนทางเทคนิค
อีกภาคส่วนที่เยอรมนีกำลังพิจารณาคือผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงที่จดสิทธิบัตร ซึ่งจีนพึ่งพาอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่เป็นทางเลือกที่อ่อนไหวที่สุดทั้งทางการเมืองและจริยธรรม เพราะอาจกระทบผู้ป่วยโดยตรง
เจ้าหน้าที่เยอรมนีระบุว่างานนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อจีน และยืนยันว่าเบอร์ลินยังยึดมั่นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เป้าหมายคือการเตรียมความพร้อม เพื่อให้เยอรมนีสามารถเจรจากับปักกิ่งได้จากจุดยืนที่แข็งแกร่งหากจำเป็น และเพื่อสร้างความเป็นพึ่งพาอาศัยกันที่สมดุลมากขึ้น
ด้านเอกชน บริษัท Trumpf ระบุว่าไม่ได้จัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ให้จีน ขณะที่ Carl Zeiss ยืนยันว่ามีการติดต่อกับทางการเยอรมันและยุโรปอย่างสม่ำเสมอ และความร่วมมือดำเนินไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย ส่วน Wacker Chemie และ K+S ระบุว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากรัฐบาลในประเด็นนี้ ขณะที่บริษัทอื่นๆ บางแห่งไม่ตอบคำขอความเห็นหรือปฏิเสธให้รายละเอียดเกี่ยวกับการหารือ
นักวิจัยจาก European Council on Foreign Relations ชี้ว่า นอกจากเทคโนโลยีสูงแล้ว ภาคส่วนสำคัญอื่นๆ ที่จ้างงานคนจีนจำนวนมาก ได้แก่ เหล็ก เคมีภัณฑ์ พลาสติก สิ่งทอ ของเล่น และเครื่องใช้ในบ้าน ซึ่งหากเกิดการสะดุดจะกระทบการจ้างงาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และเสถียรภาพทางสังคมในจีนอย่างรวดเร็ว
ยือร์เกน มาเทส (Juergen Matthes) จาก German Economic Institute กล่าวว่า จีนใช้เงินอุดหนุนมหาศาลและกดไม่ให้ค่าเงินแข็งขึ้น แต่เยอรมนีต้องการรักษาความเป็นธรรม โดยเครื่องมือเชิงนโยบายเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องถูกใช้ทั้งหมด แต่อยู่ไว้เป็นตัวเลือกเชิงยุทธศาสตร์เพื่อไม่ให้เสียเปรียบตั้งแต่ก่อนเริ่มเจรจา
ความท้าทายอีกด้านคือ หากยุโรปตอบโต้การบีบบังคับทางเศรษฐกิจของจีน จีนอาจสวนกลับแบบไม่สมมาตรและกระทบประเทศสมาชิก EU บางประเทศมากกว่าประเทศอื่น จึงต้องมีกลไกชดเชยของยุโรปเพื่อรักษาความเป็นเอกภาพ ขณะเดียวกัน เยอรมนีและ EU ยังพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสงครามการค้าขนาดใหญ่สองด้านพร้อมกัน ทั้งกับจีนและสหรัฐฯ หลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีรอบใหม่ต่อ EU เพื่อตอบโต้ค่าปรับ Google
ในระดับนโยบาย ภาพรวมของเยอรมนีกำลังเปลี่ยนไปจากโมเดลเศรษฐกิจที่ระมัดระวังต่อการแทรกแซงของรัฐ สู่ท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นต่อจีนมากกว่าเดิม โดยแมร์ซและรองนายกรัฐมนตรี ลาร์ส คลิงไบล์ (Lars Klingbeil) แสดงถ้อยคำแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลัง
คลิงไบล์ยังเสนอแนวคิดบังคับร่วมทุนกับบริษัทนอกยุโรปเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่จีนใช้มานานกับบริษัทต่างชาติที่ต้องการเข้าถึงตลาดของตน และแพ็กเกจปฏิรูปที่รัฐบาลผสมเสนอในต้นเดือนกรกฎาคมก็ได้บรรจุแนวทางดังกล่าว พร้อมมาตรการอื่นๆ เพื่อเสริมอธิปไตยทางเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นของเยอรมนี
ทอร์ดัวร์สรุปว่า เป้าหมายไม่ใช่ตัดจีนออกจากเทคโนโลยีตลอดไป แต่คือการแสดงให้เห็นว่าเยอรมนีมีเขี้ยวเล็บ และเตือนปักกิ่งว่าจีนเองก็มีจุดพึ่งพาสำคัญต่อยุโรปเช่นกัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-07-28/germany-maps-china-s-weaknesses-in-preparation-for-a-trade-war?srnd=phx-politics