.
โอมานเสนอแผนจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ให้อิหร่านเก็บค่าผ่านทางสมัครใจ ตามโมเดลช่องแคบมะละกา
29-7-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ประเทศโอมาน (Oman) ได้ยื่นเสนอแผนการที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย (Gulf states) ต่อประเทศอิหร่าน (Iran) เพื่อบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งรวมถึงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแบบสมัครใจสำหรับการใช้เส้นทางเดินเรือดังกล่าว ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวในอ่าวเปอร์เซียและนักการทูตตะวันตกรายหนึ่งต่อสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
แหล่งข่าวระดับสูงของประเทศอิหร่าน (Iran) เปิดเผยต่อสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ว่า กรุงเตหะราน (Tehran) ยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของโอมาน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นฐานรากในการยุติการหยุดชะงักของการค้าผ่านช่องแคบ อันเกิดจากสงครามระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) ที่กระทำต่อประเทศอิหร่าน (Iran)
ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ซึ่งได้สั่งระงับแคมเปญการทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ที่ดำเนินมานานสองสัปดาห์อย่างกะทันหันในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ อันนับเป็นการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งล่าสุด ระบุว่า มี "การหารือที่ดี" กำลังดำเนินอยู่กับประเทศอิหร่าน (Iran) แต่ได้ออกคำขู่ว่าจะเปิดฉากการโจมตีอีกครั้ง เว้นแต่ว่าการเจรจาจะบรรลุผลสำเร็จ ขณะที่ประเทศอิหร่าน (Iran) ปฏิเสธว่าไม่ได้มีความพยายามในการกลับเข้าสู่การเจรจาเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศสหรัฐฯ (US) แต่อย่างใด
กรุงวอชิงตัน (Washington) ได้เปิดฉากแคมเปญการระดมทิ้งระเบิดระลอกใหม่เมื่อช่วงต้นเดือนนี้ เพื่อทำลายการยึดครองช่องแคบของประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งเป็นเส้นทางที่เคยมีก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ เอ็นแอลจี (LNG) และน้ำมันดิบคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของโลกไหลผ่านก่อนเกิดสงคราม
ประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ต่อเรือสินค้าอย่างเป็นทางการ เว้นแต่เรือของตนเอง หลังจากประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) เปิดฉากโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยข้อตกลงเมื่อเดือนที่แล้วระหว่างกรุงวอชิงตัน (Washington) และกรุงเตหะราน (Tehran) ได้ช่วยเปิดทางให้กลับมาสัญจรได้เพียงบางส่วน ทว่าข้อตกลงดังกล่าวได้ล่มสลายลงเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม หลังจากประเทศอิหร่าน (Iran) เปิดฉากยิงใส่เรือที่ใช้ช่องทางเดินเรือที่ตนไม่ได้รับการอนุมัติ
ก่อนหน้านี้ ประเทศอิหร่าน (Iran) ระบุว่าต้องการบริหารจัดการช่องแคบร่วมกับประเทศโอมาน (Oman) ซึ่งเป็นผู้ควบคุมชายฝั่งตรงข้าม และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการบริการจากเรือที่ใช้เส้นทางดังกล่าว ขณะที่กรุงวอชิงตัน (Washington) ต้องการกลับคืนสู่สถานะเดิม (status quo) ก่อนเกิดสงคราม ซึ่งเรือสามารถแล่นผ่านได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมใดๆ พร้อมทั้งระบุว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแบบบังคับถือเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
โมเดลการบริหารจัดการและการเปรียบเทียบเชิงสถาบัน
ภายใต้ข้อเสนอของประเทศโอมาน (Oman) ประเทศอิหร่าน (Iran) จะไม่ใช้อำนาจควบคุมแต่เพียงผู้เดียว และการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจะอยู่ในรูปแบบสมัครใจ ตามที่แหล่งข่าวในอ่าวเปอร์เซียและนักการทูตตะวันตกที่ได้รับการบรีฟข้อมูลในเรื่องนี้ระบุต่อสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters)
ระบบดังกล่าวจะมีความคล้ายคลึงกับกลไกที่ใช้อยู่ ณ ช่องแคบมะละกา (Strait of Malacca) ในภูมิภาคเอเชีย (Asia) ซึ่งประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia), ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) และประเทศสิงคโปร์ (Singapore) ขอความร่วมมือให้เรือสินค้าชำระเงินสนับสนุนแบบสมัครใจ เพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการสนับสนุนระบบนำทาง การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย
นักการทูตตะวันตกได้เปรียบเทียบโมเดลนี้ว่าคล้ายคลึงกับภาษีคาร์บอนแบบสมัครใจสำหรับการเดินทางด้วยเที่ยวบิน ซึ่งผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินทุกคนสามารถเลือกทำเครื่องหมายในช่องตัวเลือก หากพวกเขาต้องการชำระเงินเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง
ขณะเดียวกัน บรรดารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสภาความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซีย หรือ จีซีซี (Gulf Cooperation Council: GCC) ได้เข้าร่วมการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอลเมื่อวันอังคาร เพื่อหารือเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในความขัดแย้ง ซึ่งรวมถึงแนวทางการยกระดับความร่วมมือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพและความปลอดภัยของเรือผ่านทางน้ำดังกล่าว ตามแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ (Qatari Foreign Ministry)
ทางด้านกองบัญชาการทหารร่วมของประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ออกมาปฏิเสธแผนงานที่นำเสนอโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อีกครั้ง ซึ่งเสนอให้จ่ายค่าเสียหายแก่เรือสินค้าจากสินทรัพย์ที่ถูกอายัดของอิหร่าน ตามการรายงานของสื่อรัฐบาล โดยระบุว่า ประเทศหรือบริษัทใดก็ตามที่ยอมรับการชำระเงินดังกล่าว จะถูกปฏิเสธการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) โดยกองทัพของประเทศอิหร่าน (Iran)
มิติการทหารและคำเตือนขู่โจมตีของทรัมป์
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้สั่งยกเลิกแคมเปญการโจมตีทางอากาศครั้งล่าสุด หลังจากได้รับคำแนะนำจากบรรดาผู้บัญชาการทหารว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้บรรลุขีดจำกัดของประสิทธิผลแล้ว ทั้งนี้ การระดมทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ตลอด 13 คืนที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในประเทศอิหร่าน (Iran) ตลอดจนทำลายสะพาน อุโมงค์ข้ามพื้นที่ทางตอนใต้ และเป้าหมายทางการทหาร
ทางด้านประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลให้กำลังพลสหรัฐฯ เสียชีวิต 4 นาย รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งกรุงเตหะรานระบุว่าเป็นมาตรการตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อเป้าหมายภาคพลเรือน
ประเทศอิหร่าน (Iran) ระบุว่าตนจะระงับการยิงตราบใดที่กรุงวอชิงตัน (Washington) กระทำเช่นเดียวกัน กระนั้นก็ตาม ยังคงมีรายงานการโจมตีด้วยโดรนในประเทศจอร์แดน (Jordan), ประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) และพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศอิหร่าน (Iran) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศจอร์แดน (Jordan) รายงานว่าสามารถยิงโดรนอีกหนึ่งลำตกเมื่อวันอังคาร
ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์ นิวส์ (Fox News) เมื่อวันอังคาร ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กล่าวว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งในขณะนี้
เขากล่าวซ้ำว่าตนมีความพร้อมที่จะโจมตีเป้าหมายของอิหร่านเพิ่มเติม แต่ระบุว่าเขาปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงการกระทำดังกล่าวมากกว่า
"ผมคิดว่าประชาชนประมาณ 91 ล้านคนต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีไฟฟ้าและไม่มีสะพาน และมันเป็นสมดุลที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรามีตำแหน่งที่แข็งแกร่งมากในขณะนี้ พวกเขารู้ว่าผมกำลังจะทำสิ่งนั้นหากพวกเขาไม่บรรลุข้อตกลง" ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กล่าว
นอกจากนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยังได้กล่าวซ้ำถึงคำขู่ที่อาจมุ่งเป้าไปที่ ภูเขาพิกแอ็กซ์ (Pickaxe Mountain) ของประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งเป็นสถานที่มั่นคงเข้มแข็งที่ฝังลึกล้อยู่ใต้ดินใกล้กับหนึ่งในสถานีนิวเคลียร์หลักของกรุงเตหะราน โดยระบุว่า: "หากเราไม่บรรลุข้อตกลง เราจะทำลายมันได้อย่างง่ายดายมากๆ"
(หมายเหตุบรรณาธิการ: บรรยากาศบนท้องถนนกลางกรุงเตหะราน (Tehran) สะท้อนความตึงเครียดอย่างชัดเจน โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้ใช้รถใช้ถนนแล่นผ่านป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ริมถนนจอมฮูรี (Jomhouri Street) ซึ่งมีข้อความประกาศว่าจะแก้แค้นประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) - ภาพถ่ายโดยสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP))
รอยร้าวทางการทูตและผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก
ฝ่ายประเทศอิหร่าน (Iran) ระบุว่าตนไม่ได้แสวงหาการเจรจาใหม่ใดๆ กับประเทศสหรัฐฯ (US) ซึ่งตนกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงที่บรรลุร่วมกันเมื่อเดือนที่แล้ว เกี่ยวกับกรอบการเจรจาเพื่อยุติสงคราม
แม้ว่าประเทศอิสราเอล (Israel) จะมีส่วนร่วมในแคมเปญการทิ้งระเบิดเบื้องต้น แต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหารือสันติภาพในเวลาต่อมา ขณะที่ความสัมพันธ์เมื่อเร็วๆ นี้ระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศอิสราเอล นาย เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จำเป็นต้องควบคุมผู้นำอิสราเอลไม่ให้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในประเทศเลบานอน (Lebanon) ในความพยายามที่จะบั่นทอนกลุ่มนักรบฮิซบุลลอฮ์ (Hezbollah) ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้การเจรจาสันติภาพกับกรุงเตหะรานมีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น
การสิ้นสุดลงของแคมเปญการทิ้งระเบิดโดยประเทศสหรัฐฯ (US) ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงประมาณ 8% ในวันจันทร์ และการปรับตัวลดลงยังคงดำเนินต่อในวันอังคาร โดยสัญญาฟิวเจอร์สน้ำมันดิบบรอนต์ (Brent crude futures) ปรับตัวลดลงประมาณ 1.6% ลงมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 87 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงสายวันอังคาร
ทั้งนี้ กรุงวอชิงตัน (Washington) และกรุงเตหะราน (Tehran) ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน เกี่ยวกับกรอบสำหรับการเจรจาซึ่งถูกกำหนดให้จัดขึ้นภายในสิ้นเดือนสิงหาคม เพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาสำคัญ เช่น โครงการนิวเคลียร์ของประเทศอิหร่าน (Iran)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/world/middle-east/article/3362164/oman-offers-iran-gulf-backed-plan-voluntary-fees-use-hormuz?module=top_story&pgtype=homepage