.
ส่องเทคโนโลยีสหรัฐฯ เบื้องหลังเครือข่ายชี้เป้าโดรนยูเครน โจมตีโครงสร้างพื้นฐานลึกในรัสเซีย
11-7-2026
CBS NEWS รายงานว่า ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เครื่องบินลาดตระเวนสัญชาติอเมริกันได้บินร่อนอยู่เหนือผืนน้ำอันแปรปรวนในทะเลดำ (Black Sea) ของ ประเทศยูเครน (Ukraine) เพื่อสแกนค้นหาเป้าหมายทางทหารของ ประเทศรัสเซีย (Russia) ที่อยู่เบื้องล่าง และเมื่อเครื่องบินลำดังกล่าวเข้าใกล้แหล่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งทางตอนใต้ของยูเครน เจ้าหน้าที่ควบคุมระบบที่กำลังเฝ้าสังเกตการณ์ภาพถ่ายทอดสัญญาณสดก็ได้ตรวจพบสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกับทหารและยุทโธปกรณ์ทางทหารของรัสเซียประจำการอยู่บนยอดแท่นขุดเจาะน้ำมัน
เมื่อตรวจพบเป้าหมาย กองทัพเรือของ ประเทศยูเครน (Ukraine) ได้สั่งการระดมฝูงโดรนทางทะเล (Sea Drones) เพื่อเปิดฉากยิงโจมตีเข้าใส่แท่นขุดเจาะดังกล่าวในทันที และในระหว่างที่เฮลิคอปเตอร์รุ่น Ka-27 (Ka-27) ของรัสเซียกำลังร่อนลงจอดในบริเวณใกล้เคียงเพื่ออพยพกำลังพลและเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ โดรนทางอากาศของยูเครนลำหนึ่งก็ได้โฉบดิ่งลงมาและเกิดการระเบิดขึ้นทันทีที่พุ่งชนปะทะกับเครื่องบินลำดังกล่าว
ปฏิบัติการปะทะในครั้งนี้ส่งผลให้ ประเทศรัสเซีย (Russia) ต้องสูญเสียยุทโธปกรณ์ทางทหารคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจากข้อมูลของกองทัพเรือยูเครน ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวสามารถทำลายแพลตฟอร์มสำคัญของรัสเซียที่ใช้สำหรับเปิดฉากโจมตีเข้าไปยังภูมิภาคเพื่อนบ้านของยูเครนลงได้สำเร็จ ซึ่งนี่ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างแรก ๆ ของการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกที่แข็งกร้าวมากขึ้นของฝั่งยูเครน ในการหันมาใช้งานโดรนโจมตีระยะไกลเพื่อบั่นทอนและทำลายทรัพยากรทางทหารของรัสเซีย
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy) ผู้นำ ประเทศยูเครน (Ukraine) ได้ประกาศเปิดตัว "ปฏิบัติการสร้างอิทธิพล" (Influence Operation) เป็นระยะเวลา 40 วัน ซึ่งมีกำหนดจะสิ้นสุดลงในช่วงต้นเดือนสิงหาคม เพื่อกดดันและบีบบังคับให้ ประเทศรัสเซีย (Russia) ยอมยุติการทำสงครามในครั้งนี้
สำหรับเครื่องบินลาดตระเวนที่ตรวจพบแท่นขุดเจาะน้ำมันดังกล่าว คือโดรนเฝ้าระวังและสอดแนมระยะไกลที่มีชื่อเรียกว่า "V-BAT" (V-BAT) ซึ่งผลิตโดย บริษัท Shield AI (Shield AI) บริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของ ประเทศสหรัฐฯ (US) โดยโดรนรุ่นนี้กำลังเข้ามามีบทบาทที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในแคมเปญการรบครั้งนี้
"เรามุ่งเน้นไปที่เป้าหมายที่มีราคาแพง มีคุณค่าทางยุทธศาสตร์สูง หรือเป็นเป้าหมายที่ยากต่อการจัดหามาทดแทน" เจ้าหน้าที่ควบคุมโดรน V-BAT ของกองทัพเรือยูเครน ซึ่งใช้รหัสเรียกขานว่า "เนกาทีฟ" (Negative) กล่าวชี้แจง
การบินลาดตระเวนและสอดแนมของโดรนดังกล่าวลึกเข้าไปในดินแดนของ ประเทศรัสเซีย (Russia) ช่วยเปิดทางให้กรุงคีฟสามารถขยายขอบเขตการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร พลังงาน และระบบโลจิสติกส์ของรัสเซียได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
"หนึ่งในข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของมันคือระยะการปฏิบัติการ" เจ้าหน้าที่ควบคุมโดรนรายเดิมระบุ "เนื่องจากโดรน V-BAT สามารถเฝ้าสังเกตการณ์ได้จากระยะไกลมาก ทำให้เราสามารถยืนยันสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่เป้าหมาย รวบรวมภาพถ่ายรายละเอียดสูง และจัดหาข้อมูลข่าวกรองได้โดยไม่จำเป็นต้องนำโดรนเข้าไปใกล้เป้าหมายมากเกินไป"
ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ประเทศยูเครน (Ukraine) ได้ยกระดับการโจมตีเป้าหมายที่ตั้งอยู่ลึกเกินกว่า 30 ไมล์จากแนวหน้าการรบของรัสเซียขึ้นเกือบเท่าตัว ตามการเปิดเผยของ นายมีไคโล เฟโดรอฟ (Mikhailo Fedorov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของยูเครน
แคมเปญการโจมตีในพื้นที่ทะเลดำและรอบ ๆ ทะเลดำนับว่าประสบผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งยวด โดยเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา กองทัพของ ประเทศยูเครน (Ukraine) ได้เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันจำนวน 9 ลำในทะเลดำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเงา (Shadow Fleet) ของ ประเทศรัสเซีย (Russia) ขณะที่เมื่อเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของรัสเซียต้องประกาศระงับการจำหน่ายก๊าซให้แก่ประชาชนในคาบสมุทรไครเมีย (Crimea) ซึ่งเป็นคาบสมุทรทางตอนใต้ของยูเครนที่ถูกรัสเซียเข้ายึดครองมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 (2014)
นอกจากนี้ นายมีไคโล เฟโดรอฟ (Mikhailo Fedorov) กล่าวว่า โดรนของเขาจะแปรสภาพคาบสมุทรไครเมียให้ "กลายเป็นเกาะ" ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะเป็นการตัดขาดพื้นที่ดังกล่าวออกจากแผ่นดินใหญ่ของ ประเทศรัสเซีย (Russia) โดยสิ้นเชิง
ความสำเร็จของยุทธศาสตร์ดังกล่าวนับเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อช่วงหนึ่งปีก่อนหน้านี้ เนื่องจากในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 (2025) ประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ยุติการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองบางประเภทที่ยูเครนใช้สำหรับการโจมตีเข้าไปในดินแดนของรัสเซีย ส่งผลให้กรุงคีฟจำเป็นต้องหันไปแสวงหาความร่วมมือจากพันธมิตรรายอื่นแทน
โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้นำ ประเทศฝรั่งเศส (France) ได้เปิดเผยเมื่อเดือนมกราคมว่า ปัจจุบันข้อมูลข่าวกรองจำนวนถึง 2 ใน 3 ส่วนที่ยูเครนได้รับนั้น มีแหล่งที่มาจากฝั่งฝรั่งเศส
"เมื่อสหรัฐอเมริกาก้าวถอยหลังออกไป เห็นได้ชัดว่าเราได้เริ่มต้นพยายามที่จะดึงดูดกลุ่มประเทศในยุโรปให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น" ทารัส ชุมต์ (Taras Chmut) ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันประเทศจาก มูลนิธิ Come Back Alive (Come Back Alive Foundation) ของยูเครน กล่าวในบทสัมภาษณ์เมื่อช่วงต้นปีนี้ "พวกเขาอาจจะมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยีมากกว่าในบางมิติ แต่พวกเขาสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วกว่าฝั่งอเมริกันมาก"
ยิ่งไปกว่านั้น โดรนสอดแนมและลาดตระเวนยังเข้ามามีส่วนช่วยเติมเต็มช่องว่างที่เกิดขึ้น โดยผู้ผลิตใน ประเทศยูเครน (Ukraine) ได้ทำการเพิ่มระยะปฏิบัติการของเครื่องบินเฝ้าระวังของตนเองผ่านการติดตั้งสถานีรับสัญญาณดาวเทียมสตาร์ลิงก์ (Starlink) ทว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบยืนยันว่า โดรน V-BAT ยังคงมอบขีดความสามารถพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
"เราใช้งานระบบอื่น ๆ อยู่บ้างเช่นกัน แต่ไม่มีระบบใดเลยที่สามารถมอบระยะการปฏิบัติการได้เทียบเท่ากับโดรน V-BAT ระบบเหล่านั้นไม่สามารถแข่งขันกับ V-BAT ได้เลย ทั้งในแง่ของความทนทานในการบินและระบบการสื่อสาร" เนกาทีฟ (Negative) เจ้าหน้าที่ควบคุมโดรนกล่าวระบุ
บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ข้อมูลข่าวกรองที่เครื่องบินลำนี้จัดหาให้นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่เพียงแต่สำหรับการเลือกเป้าหมายเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยในการระบุตำแหน่งระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียที่ตั้งกีดขวางอยู่ด้วย โดย ฟาเบียน ฮอฟฟ์แมน (Fabian Hoffman) ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันประเทศของยูเครน วิเคราะห์ว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ยูเครนประสบความสำเร็จในการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียในช่วงที่ผ่านมา คือการดำเนิน "แคมเปญเตรียมพื้นที่รบ" (Shaping Campaign) ที่ดำเนินต่อเนื่องมานานหลายปีเพื่อทำลายทรัพย์สินและระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียลงทีละส่วน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนเปิดเผยว่า โดรน V-BAT ได้ช่วยระบุตำแหน่งที่ตั้งของระบบป้องกันภัยทางอากาศราคาแพงของรัสเซีย เช่น ระบบ S-400 (S-400) ยิ่งไปกว่านั้น ตัวโดรนยังมีซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ติดตั้งอยู่บนเครื่อง ซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมกำหนดเส้นทางการบินได้โดยอัตโนมัติเพื่อหลบหลีกพื้นที่ที่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียตั้งประจำการอยู่
ทางด้านพนักงานของบริษัท Shield AI (Shield AI) ที่ปฏิบัติงานอยู่ใน ประเทศยูเครน (Ukraine) ระบุว่า ข้อมูลและข้อคิดเห็นสะท้อนกลับที่พวกเขาได้รับจากปฏิบัติการของโดรนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาตัวเครื่องบินและซอฟต์แวร์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยจากการสอบสวนเชิงลึกของสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) เมื่อช่วงต้นปีนี้ เผยสถิติว่า โดรน V-BAT เกิดเหตุตกมาแล้วมากกว่า 50 ครั้งในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมาในภารกิจการบินทั่วโลก
ทว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบใน ประเทศยูเครน (Ukraine) ยืนยันว่า สภาพแวดล้อมในสภาวะสงครามจริงเป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวที่ทำให้พวกเขาสามารถทำการทดสอบและปรับปรุงแก้ไขระบบที่จำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
"ตัวอย่างเช่น หากระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) ของรัสเซียเริ่มดำเนินการในคลื่นความถี่เฉพาะเจาะจง เจ้าหน้าที่ควบคุมระบบของเราจะรายงานข้อมูลนั้นในทันที และเมื่อความถี่เหล่านั้นเปลี่ยนไป เราก็จะได้รับรายงานชุดใหม่และทำการปรับแต่งระบบตามนั้น" อเล็กซ์ (Alex) ทหารผ่านศึกยูเครนและเจ้าหน้าที่ภาคสนามของบริษัท Shield AI (Shield AI) อธิบาย "ข้อมูลเหล่านั้นมีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้เราเข้าใจว่ามีความจำเป็นต้องอัปเกรดเครื่องบินอย่างไรบ้าง"
ขณะที่บรรดาทหารยูเครน ซึ่งกำลังเร่งปรับแต่งและประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีด้วยอัตราความเร็วที่กองทัพในสภาวะปกติแทบจะไม่สามารถเทียบเคียงได้ เปิดเผยว่า พวกเขาหวังว่าจะมีบริษัทสัญชาติอเมริกันเข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกันในลักษณะนี้เพิ่มเติมในอนาคต
"เราทำงานร่วมกันเป็นทีมตลอดเวลา เราลงพื้นที่ภาคสนามและเก็บรวบรวมข้อมูลสำคัญที่เราจำเป็นต้องใช้งาน ขณะที่พวกเขาก็จะได้รับข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการนำไปใช้อัปเกรดตัวเครื่องบินเอง ดังนั้น กระบวนการนี้จึงเป็นการยกระดับและปรับปรุงประสิทธิภาพของทั้งฝ่ายพวกเขาและฝ่ายเราไปพร้อม ๆ กัน" เนกาทีฟ (Negative) เจ้าหน้าที่ควบคุมโดรนกล่าวทิ้งท้าย
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.cbsnews.com/news/american-made-technology-guiding-ukraines-strikes-into-russia/?intcid=CNM-00-10abd1h