.
เจาะลึก ‘เกาะการีมุน’ ประตูลับน่านน้ำอินโดนีเซีย ฮับน้ำมันรัสเซียสู่เอเชียมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์
11-7-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เกาะการีมุน (Karimun) เกาะขนาดเล็กของประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากประเทศสิงคโปร์ (Singapore) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ไม่ถึง 40 กิโลเมตร ได้แปรสภาพเป็นศูนย์กลาง (Hub) ระดับภูมิภาคเอเชียในการกระจายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันของประเทศรัสเซีย (Russia) เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกนับตั้งแต่เกิดสงครามยูเครน โดยเอกสารศุลกากร ข้อมูลเดินเรือ และเอกสารจดทะเบียนบริษัทเผยให้เห็นว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2569 คลังน้ำมันการีมุนได้รับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมูลค่าสูงถึง 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากท่าเรือของรัสเซีย 7 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้มี 3 แห่งที่ถูกขึ้นบัญชีดำโดยสหภาพยุโรป (EU) ทั้งที่ก่อนปี พ.ศ. 2567 พื้นที่แห่งนี้ไม่เคยมีประวัติการนำเข้าน้ำมันจากท่าเรือดังกล่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เส้นทางการค้านี้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงกลางปี พ.ศ. 2567 เมื่อบริษัท โนวุส มิดเดิล อีสต์ (Novus Middle East DMCC) จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้เข้าซื้อกิจการคลังน้ำมันแห่งนี้ซึ่งประกอบด้วยถังเก็บน้ำมัน 30 ถังและสถานีผสมน้ำมัน โดยสหภาพยุโรป (EU) และสหราชอาณาจักร (UK) ระบุว่า บริษัท โนวุส มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายการค้าน้ำมัน "ทูริเวอร์ส" (2Rivers) หรืออดีต "คอรัล เอนเนอร์จี" (Coral Energy) ซึ่งเป็นกลุ่มนอมินีที่ถูกคว่ำบาตรจากการช่วยเหลือในการอำพรางแหล่งที่มาของน้ำมันให้แก่บริษัท โรสนิฟต์ (Rosneft) ยักษ์ใหญ่พลังงานของรัฐบาลรัสเซีย โดยการขนส่งปิโตรเลียมส่วนใหญ่ถูกลำเลียงผ่าน "กองเรือเงา" (Shadow/Dark Fleet) เช่น เรือบรรทุกน้ำมัน "โซโล" (Solo) สัญชาติมอลตา ที่ขนน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (Gasoil) กว่า 2.3 แสนบาร์เรลจากทะเลบอลติกมาส่งยังคลังการีมุน ภายใต้การสำแดงเอกสารนำเข้าในนามของบริษัทบังหน้าอย่าง ครอมเวลล์ อัลไลแอนซ์ (Cromwell Alliance FZCO) ซึ่งใช้เซิร์ฟเวอร์อีเมลร่วมกับเครือข่าย 2Rivers ทั้งนี้ เครือข่ายดังกล่าวมักใช้กลยุทธ์ "ตีตัวตุ่น" (Whack-a-mole) โดยจะจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ขึ้นมารับช่วงต่อและดำเนินงานแทนทันทีเมื่อบริษัทบังหน้าแห่งใดแห่งหนึ่งถูกขึ้นบัญชีดำคว่ำบาตร
สำหรับกระบวนการผสมเคมีเพื่อฟอกสัญชาตินั้น เกิดขึ้นเนื่องจากผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปจะสูญเสียคุณสมบัติบ่งชี้เฉพาะทางเคมีที่ระบุแหล่งที่มาดั้งเดิมเมื่อผ่านการกลั่น ทำให้เมื่อน้ำมันจากรัสเซียถูกส่งเข้าคลังเก็บของการีมุน มันจะถูกนำไปผสมกับน้ำมันจากแหล่งอื่น ๆ ในคลังเพื่อแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ก่อนจะส่งออกต่อไปทั่วเอเชียในฐานะ "ผลิตภัณฑ์สัญชาติอินโดนีเซีย" ได้อย่างสะดวก โดยสถิติการนำเข้าสะสมของคลังน้ำมันการีมุนระบุว่ามีการนำเข้าน้ำมันเตาเกรดหนัก (Heavy Fuel Oil - HFO) ปริมาณ 2 ล้านตัน น้ำมันดีเซลหมุนเร็วและดีเซลสำหรับเรือเดินทะเล (Marine Gas Oil - MGO / Marine Diesel Oil - MDO) 1.7 ล้านตัน น้ำมันเบนซิน (Gasoline) 7 แสนตัน และแนฟทา (Naphtha) อีก 4 แสนตันเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบห่วงโซ่อุปทานของเอเชีย
ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการผสมและเปลี่ยนตราสัญชาติเรียบร้อยแล้วจะถูกขนส่งต่อด้วยเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกกฎหมายเพื่อกระจายเข้าสู่ตลาดหลักในภูมิภาค โดยส่งไปยังคลังน้ำมันเปโตรเซรายา (PetroSeraya) บนเกาะจูร่งของประเทศสิงคโปร์ (Singapore) คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 40 หรือราว 700,000 ตัน เพื่อกระจายต่อไปยังคลังของบริษัท เชฟรอน (Chevron) ในประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) และคลังหลายแห่งทั่วประเทศออสเตรเลีย (Australia) นอกจากนี้ยังมีการส่งออกปิโตรเลียมปริมาณ 116,000 ตันไปยังประเทศเมียนมา (Myanmar) เพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงานภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือกับรัสเซีย รวมถึงการส่งแนฟทา 50,000 ตัน ป้อนโรงงานปิโตรเคมีในเครือหร่งเซิ่ง (Rongsheng Petrochemical Co.) ของจีน (China) และส่งน้ำมันดีเซลอีก 71,589 ตันไปยังฟิลิปปินส์หลังจากเผชิญสภาวะราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น
แม้ชาติตะวันตกจะพยายามบังคับใช้มาตรการจำกัดการค้า แต่รัฐบาลอินโดนีเซียและสิงคโปร์ต่างยืนยันจุดยืนชัดเจนว่าจะบังคับใช้เฉพาะมาตรการคว่ำบาตรที่ได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติ (UN) เท่านั้น และจะไม่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียว (Unilateral Sanctions) หากขัดต่อผลประโยชน์ของชาติ โดยกระทรวงพลังงานของอินโดนีเซียระบุว่าแผนการขยายคลังน้ำมันบนเกาะการีมุนจะดำเนินต่อไปเพื่อความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว และเพิ่งบรรลุข้อตกลงนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียสูงถึง 150 ล้านบาร์เรลในปีนี้ อย่างไรก็ตาม การขยายคลังน้ำมันครั้งใหญ่บนชายฝั่งตะวันตกเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนท้องถิ่น โดยชาวประมงพื้นถิ่นบนเกาะอย่าง สุเปียนโต (Supianto) และครอบครัว จำเป็นต้องเตรียมอพยพโยกย้ายออกจากกระท่อมและพื้นที่ทำกินริมชายฝั่งเพื่อหลีกทางให้แก่โครงการถมทะเลขยายคลังน้ำมันในที่สุด
---
IMCT NEWS
ที่มาhttps://www.bloomberg.com/graphics/2026-indonesia-russia-oil-asia-hub/?srnd=homepage-asia