.
จีนส่งสัญญาณผ่อนคลายก่อนซัมมิตสี–ทรัมป์ ปักกิ่งไฟเขียวนำเข้าชิป AI Nvidia–เร่งซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ หวังแลกทบทวนดีลอาวุธไต้หวันและลดภาษี
11-7-2026
Asia Times รายงานว่า จีนกำลังส่งสัญญาณผ่อนคลายชุดใหญ่ต่อสหรัฐฯทั้งด้านการค้า การทูต และเทคโนโลยี ก่อนการประชุมซัมมิตที่คาดว่าจะมีขึ้นระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในช่วงสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเดือนกันยายน โดยหวังให้วอชิงตันตอบรับด้วยการทบทวนการขายอาวุธให้ไต้หวันและลดภาษีนำเข้าสินค้าจีน
ประเทศจีน (China) ได้ส่งสัญญาณประนีประนอมในหลายมิติแก่กรุงวอชิงตัน (Washington) ในเดือนนี้ ซึ่งรวมถึงการซื้อถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด การปล่อยตัวศาสนาจารย์ชาวจีนที่ถูกควบคุมตัว และการอนุมัติการนำเข้าชิป H200 ของบริษัท Nvidia ก่อนที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) จะเดินทางเยือนประเทศสหรัฐฯ (US) ตามกำหนดการ
ตัวประมวลผลรุ่น H200 ของบริษัท Nvidia ซึ่งใช้งานในแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะพร้อมใช้งานสำหรับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน รวมถึง Alibaba และ ByteDance ทันทีที่กรุงปักกิ่ง (Beijing) อนุมัติการจัดซื้อจำนวนสูงสุดถึง 200,000 หน่วย ตามรายงานของ The Information ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า การพบปะหารือกับ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) อาจเกิดขึ้นในช่วงประมาณวันที่ 24 กันยายน ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่สอดคล้องกับช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) ณ นครนิวยอร์ก (New York) โดยเขาได้เสนอวันดังกล่าวในระหว่างการอภิปรายเกี่ยวกับแผนการสร้างห้องจัดเลี้ยงแห่งใหม่ในทำเนียบขาว (White House) และอธิบายว่าการมาเยือนของผู้นำจีนที่คาดการณ์ไว้คือหนึ่งในเหตุผลความจำเป็นในการก่อสร้างอาคารนี้
ทรัมป์ (Trump) มีกำหนดการที่จะกล่าวแถลงต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในวันที่ 22 กันยายน และมักจะพำนักอยู่ในนครนิวยอร์กเป็นเวลาหลายคืนเพื่อพบปะกับผู้นำระดับโลกรายอื่น ๆ ขณะที่ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) เคยเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ดังกล่าวเพียงครั้งเดียวเท่านั้นนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในปี พ.ศ. 2555 (2012) เพื่อให้ได้รับการอนุมัติการนำเข้าชิป H200 บริษัทสัญชาติจีนจำเป็นต้องระบุจำนวนชิปที่ต้องการและแสดงเหตุผลความจำเป็นต่อข้อร้องขอดังกล่าว ตามรายงานของ The Information ทั้งนี้ กรุงปักกิ่ง (Beijing) ยังไม่ได้กำหนดโควตาโดยรวมสำหรับการจัดซื้อ และยอดรวมขั้นสุดท้ายอาจต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ก่อนหน้าที่ 200,000 หน่วย บรรดาเจ้าหน้าที่ของจีนได้เน้นย้ำว่า ชิป H200 ที่นำเข้ามานั้นจะถูกสงวนไว้สำหรับการฝึกฝนแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ระดับสูง (Advanced AI Models) มากกว่าการใช้สำหรับงานประมวลผลทั่วไปในชีวิตประจำวัน (Daily Inference Work) ซึ่งคาดว่าจะพึ่งพาตัวประมวลผลที่ผลิตภายในประเทศแทน
จำนวนชิปทั้งหมดที่ได้รับอนุมัติยังอยู่ในขั้นตอนการหาข้อสรุปขั้นสุดท้าย แต่คาดว่าโควตาโดยรวมจะต่ำกว่า 200,000 หน่วย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนที่บริษัทในประเทศได้ยื่นคำขอไว้เมื่อช่วงต้นปีนี้ นักเขียนบทความจาก PCPop.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวสารเทคโนโลยีของจีน ระบุว่า แม้การจัดสรรที่จำกัดนี้จะไม่สามารถเติมเต็มสภาวะการขาดแคลนในอุตสาหกรรมได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก็จะช่วยบรรเทาความกดดันต่อความต้องการด้านคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงของจีน และช่วยเร่งความเร็วในการพัฒนาแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) ที่คิดค้นขึ้นภายในประเทศได้เป็นอย่างดี โดยสำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อวันที่ 28 มกราคมว่า ByteDance, Alibaba และ Tencent ได้รับการไฟเขียวให้จัดซื้อชิป H200 รวมกันมากกว่า 400,000 หน่วย ทว่าทาง Nvidia กลับยังไม่ได้ส่งมอบชิปดังกล่าวให้แก่ประเทศจีนเลยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากกรุงปักกิ่ง (Beijing) ได้กระตุ้นเตือนให้บริษัท in ประเทศจัดลำดับความสำคัญให้แก่การใช้งานชิปที่ผลิตภายในประเทศก่อน
สภาวะความไม่แน่นอนดังกล่าวได้ส่งผลให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับทรัมป์ (Trump) บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน (Air Force One) ในการเยือนประเทศจีนเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่า การตัดสินใจล่าสุดของกรุงปักกิ่งในการอนุญาตให้บริษัทจีนนำเข้าชิป H200 จำนวน 200,000 หน่วย ถือเป็นการยอมอ่อนข้อให้แก่การยกระดับมาตรการควบคุมการส่งออกชิปที่เข้มงวดขึ้นของรัฐบาลทรัมป์ (Trump) เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ (US Commerce Department) ได้ดำเนินการปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่เคยเปิดโอกาสให้ชิปปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงของ Nvidia สามารถจัดส่งไปยังประเทศจีนผ่านหน่วยงานในต่างประเทศของบริษัทจีน ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ (Singapore) และมาเลเซีย (Malaysia) โดยสำนักงานอุตสาหกรรมและความมั่นคง (BIS) ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในปัจจุบันมีความจำเป็นต้องใช้ใบอนุญาตสำหรับการส่งออกตัวประมวลผลขั้นสูงไปยังนิติบุคคลที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศจีน ซึ่งมาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงบริษัทผู้ผลิตชิปอย่าง AMD ด้วยเช่นกัน
โดยทั่วไปแล้ว สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วต่อข้อเรียกร้องต่าง ๆ ที่ทรัมป์ (Trump) ได้หยิบยกขึ้นมาในระหว่างการประชุมสุดยอด ณ กรุงปักกิ่ง (Beijing) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้นำทั้งสองได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการยกระดับมาตรการควบคุมยาเสพติดประเภทเฟนทานิล (Fentanyl) การเพิ่มปริมาณการจัดซื้อสินค้าเกษตรของอเมริกา การเปิดสิทธิ์การเข้าถึงแร่ธาตุหายาก (Rare Earth Minerals) ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ตลอดจนคำมั่นสัญญาของกรุงปักกิ่งในการจัดซื้อเครื่องบินโดยสารของ Boeing จำนวน 200 ลำ นอกจากนี้ ยังมีพัฒนาการอีกสองประการในระยะหลังที่ชี้ให้เห็นว่ากรุงปักกิ่ง (Beijing) กำลังพยายามสร้างบรรยากาศที่ราบรื่นในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า จีนได้ทำการปล่อยตัวศาสนาจารย์ คิม มยองอิล (Kim Myeongil) ซึ่งเป็นผู้นำโบสถ์ใต้ดินนิกายอีแวนเจลิคัลที่ใหญ่ที่สุดของจีนก่อนที่จะถูกจับกุมตัวเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ตามข้อข้อเรียกร้องของทรัมป์ (Trump) และได้ส่งตัวเขาไปยังประเทศสหรัฐฯ (US) เรียบร้อยแล้ว
ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อวันอังคารว่า บริษัท Cofco ซึ่งเป็นผู้ค้ารัฐวิสาหกิจของจีน ได้จองเรือขนส่งถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกาอย่างน้อย 6 เที่ยวเรือสำหรับการส่งมอบในช่วงระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม ขณะที่กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (US Department of Agriculture) เปิดเผยเมื่อวันพุธว่ากรุงปักกิ่งได้สั่งซื้อถั่วเหลืองปริมาณรวม 472,000 ตันในคราวเดียว ซึ่งถือเป็นปริมาณการขนส่งรายวันไปยังจีนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 (2025) ทว่าในทางกลับกัน ทรัมป์ (Trump) ยังได้หยิบยกกรณีของ จิมมี่ ไล (Jimmy Lai) มหาเศรษฐีเจ้าของสื่อในฮ่องกงที่ถูกจำคุกขึ้นมาหารือ ทว่ากรุงปักกิ่งยังไม่ได้ดำเนินการปล่อยตัวเขาแต่อย่างใด ท่าทีประนีประนอมต่าง ๆ ของกรุงปักกิ่งเกิดขึ้นคล้อยหลังจากการต่อสายโทรศัพท์พูดคุยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน หวัง อี้ (Wang Yi) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) ซึ่งในการสนทนาครั้งนั้น หวัง อี้ (Wang Yi) ได้กล่าวเตือนว่าประเด็นปัญหาไต้หวัน (Taiwan) เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อภาพรวมของความสัมพันธ์ทั้งหมด และเรียกร้องให้กรุงวอชิงตัน (Washington) จัดการกับเรื่องดังกล่าวด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด
"ทั้งสองฝ่ายควรยึดมั่นในเจตนารมณ์แห่งความเท่าเทียม ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนนำฉันทามติที่บรรลุร่วมกันโดยผู้นำของทั้งสองประเทศไปปรับเปลี่ยนให้เป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรม" หวัง อี้ (Wang Yi) กล่าว "ในการดำเนินการเช่นนี้ ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องขยายรายการความร่วมมือและสร้างวาระเชิงบวกให้มากขึ้น พร้อมทั้งบีบรายการปัญหาให้แคบลงและบริหารจัดการความเสี่ยงต่าง ๆ การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยในประเด็นไต้หวันอาจส่งแรงสั่นสะเทือนต่อภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมดได้"
ทั้งนี้ เชื่อกันว่าหวัง อี้ (Wang Yi) กำลังอ้างอิงถึงข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงระบบจรวดหลายลำกล้อง HIMARS (High Mobility Artillery Rocket System), ปืนใหญ่วิถีโค้ง (howitzers), ขีปนาวุธต่อสู้รถถัง Javelin, อาวุธปล่อยแบบร่อน Altius และระบบขีปนาวุธทางยุทธวิธี ATACMS (Army Tactical Missile System) โดยในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม รักษาการรัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ฮุง เกา (Hung Cao) กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังระงับแผนการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันเป็นการชั่วคราว เพื่อสร้างหลักประกันว่าจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์เพียงพอสำหรับสภาวะสงครามในอิหร่าน (Iran) อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน รูบิโอ (Rubio) ได้ออกมาชี้แจงในการเข้าให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมาธิการการต่างประเทศแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (House Foreign Affairs Committee) ว่าการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันไม่ได้ถูกสั่งระงับแต่อย่างใด ทว่ายังคงอยู่ในกระบวนการตรวจสอบและทบทวน และนโยบายของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ กรุงปักกิ่ง (Beijing) กำลังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับกลไกทางการค้าที่นำเสนอสำหรับสินค้าที่ไม่มีความอ่อนไหว (Non-sensitive goods) ซึ่งภายใต้กลไกนี้ ทั้งสองฝ่ายจะกำหนดรายการสินค้าที่มีมูลค่ารวมฝ่ายละประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จะได้รับการปรับลดอัตรากำแพงภาษีและการค้าระหว่างกัน โดยไม่ก้าวล่วงเส้นแบ่งขอบเขตความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Red Lines) โดยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน สหรัฐฯ และจีนได้ตกลงที่จะจัดตั้งสภาการค้า (Trade Council) ขึ้นมาเพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร รวมถึงการปรับลดอัตราภาษีศุลกากรระหว่างกันแบบต่างตอบแทน ภายใต้กลไกความร่วมมือนี้ จีนจะนำเข้าเนื้อวัว ผลไม้ และธัญพืชของอเมริกาเพิ่มมากขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ จะผ่อนคลายข้อจำกัดในการนำเข้าผลิตภัณฑ์นม พืชประดับในกระถาง ผลิตภัณฑ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเนื้อสัตว์ปีกจากจีน
นักเขียนบทความจาก International Business Daily ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของจีนที่บริหารงานโดยกระทรวงพาณิชย์ ระบุในบทความที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ว่า "เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดโดยรวมของการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ มูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐอาจไม่ใช่จำนวนที่ใหญ่โตนัก ทว่ามูลค่าของมันไม่ควรถูกประเมินจากขนาดเพียงอย่างเดียว การเริ่มต้นจากภาคส่วนการเกษตรถือเป็นเส้นทางปฏิบัติจริงที่จะช่วยเปิดทางสู่การขยายขอบเขตการลดอัตราภาษีสินค้าส่วนอื่น ๆ ได้ต่อไปในอนาคต"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/07/nvidia-chips-soybean-orders-signal-thaw-before-xi-trump-summit/