นายกฯ สิงคโปร์เตรียมเยือนคาซานของรัสเซียครั้งแรก
นายกฯ สิงคโปร์เตรียมเยือนคาซานของรัสเซียครั้งแรก ร่วมประชุมอาเซียน–รัสเซีย แม้ยังคงคว่ำบาตรกรณียูเครน
11-6-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) แห่งสิงคโปร์ เตรียมเดินทางเยือนเมืองคาซาน (Kazan) ของรัสเซียในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะถือเป็นการเจรจาระดับสูงครั้งแรกระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่าย นับตั้งแต่สิงคโปร์ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรมอสโกจากกรณีรุกรานยูเครนในปี 2022
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศสิงคโปร์ (Singapore) และประเทศรัสเซีย (Russia) ได้ลดระดับลงอย่างรุนแรง หลังจากที่นครรัฐแห่งนี้ได้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลมอสโก (Moscow) จากกรณีการส่งกองทัพรุกรานประเทศยูเครน (Ukraine) ในปี 2022
ลอว์เรนซ์ วอง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ มีกำหนดการที่จะเดินทางเยือนเมืองคาซาน (Kazan) ของรัสเซียในสัปดาห์หน้า ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้จะถือเป็นการเจรจาระดับสูงครั้งแรกระหว่างผู้นำของทั้งสองฝ่าย นับตั้งแต่สิงคโปร์ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเพื่อตอบโต้กรณีการรุกรานยูเครน แหล่งข่าวหลายแห่งได้ยืนยันอย่างแน่ชัด
นายกรัฐมนตรีวอง (Wong) จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดคณะกรรมาธิการร่วมอาเซียน-รัสเซีย (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 17 ถึง 19 มิถุนายน เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 35 ปีของความสัมพันธ์ในการดำเนินเจรจาระหว่างมอสโกและสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ข้อมูลนี้ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามซึ่งเปิดเผยกับ ดิส วีค อิน เอเชีย (This Week in Asia) ทั้งนี้ แหล่งข่าวยังไม่ได้มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่านายกรัฐมนตรีวอง (Wong) จะเข้าพบหารือกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) หรือไม่ ทว่ามีรายงานข่าวปรากฏออกมาก่อนหน้านี้ว่าประธานาธิบดีปูตินจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมสุดยอดครั้งนี้
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศอยู่ในภาวะชะงักงันและเหินห่าง นับตั้งแต่สิงคโปร์ได้ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงต่อกรณีการรุกรานยูเครนของรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ในหลายโอกาส ทั้งภายในรัฐสภาและในเวทีประชุมแห่งองค์การสหประชาชาติ (UN) อีกทั้งสิงคโปร์ยังเป็นประเทศสมาชิกเพียงประเทศเดียวในอาเซียน (ASEAN) ที่ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลมอสโก
เพื่อเป็นการตอบโต้มาตรการดังกล่าว รัสเซียจึงได้ประกาศขึ้นบัญชีดำประเทศสิงคโปร์ โดยจัดให้อยู่ในกลุ่ม "ประเทศที่ไม่เป็นมิตร" (Unfriendly Countries) ในเดือนมีนาคม 2022
ทั้งนี้ สำนักข่าว ดิส วีค อิน เอเชีย (This Week in Asia) ได้ทำการติดต่อไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ (Singapore's Prime Minister's Office) และกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ (Ministry of Foreign Affairs) เพื่อขอความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวแล้ว
ในการแถลงการณ์ระดับรัฐมนตรีภายหลังจากเกิดสงครามในยูเครน วิเวียน บาลากริชนัน (Vivian Balakrishnan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ได้กล่าวต่อรัฐสภาว่า ประเด็นความขัดแย้งนี้เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความอยู่รอดของประเทศขนาดเล็กอย่างสิงคโปร์ พร้อมระบุว่า "การรุกรานยูเครนของรัสเซียถือเป็นการละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศและกฎหมายสากลอย่างร้ายแรงและเด่นชัด และเป็นบรรทัดฐานที่ไม่สามารถยอมรับได้โดยสิ้นเชิง"
สำหรับการเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการในระดับสูงครั้งล่าสุดของสิงคโปร์ไปยังรัสเซีย เกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2019 โดยในขณะนั้น ทาร์แมน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโส ได้เดินทางเยือนเมืองวลาดิวอสตอก (Vladivostok) และกรุงมอสโก เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานร่วมในคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างรัฐบาลรัสเซีย-สิงคโปร์ระดับสูง (High-Level Russia-Singapore Inter-Governmental Commission)
ขณะที่ ลี เซียน ลุง (Lee Hsien Loong) นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ณ เมืองโซชี (Sochi) ในปี 2016 ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้ายที่การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นบนแผ่นดินของรัสเซีย
ต่อมาในปี 2018 ประธานาธิบดีปูติน (Putin) ได้เดินทางเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการในฐานะอาคันตุกะของรัฐ (Official State Visit) เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศ
อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ทางการทูตเริ่มส่งสัญญาณของการฟื้นตัวและผ่อนคลายความตึงเครียดลงในช่วงปีที่ผ่านมา โดย เซอร์เก ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ได้เข้าพบหารือกับบาลากริชนัน (Balakrishnan) นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ (UN General Assembly) สมัยสามัญครั้งที่ 80 ณ นครนิวยอร์ก (New York) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ว่า ผู้นำทางการทูตของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมหารือเกี่ยวกับ "สถานะและแนวโน้มของความสัมพันธ์ทวิภาคีภายใต้บริบทของสถานการณ์ระหว่างประเทศและภูมิภาคที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน" พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า "ได้มีการทบทวนลำดับความสำคัญหลักในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอาเซียนด้วยเช่นกัน"
เมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา เทเรซา ลาซาโร (Theresa Lazaro) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ตนเองและลาฟรอฟ (Lavrov) ได้ร่วมพูดคุยทางโทรศัพท์เกี่ยวกับกิจกรรมดังกล่าวและหารือถึง "แนวโน้มในการขยายหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซีย" ร่วมกับอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ทางการฟิลิปปินส์ยังไม่ได้ออกมายืนยันอย่างแน่ชัดว่า ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ (Ferdinand Marcos Jnr) ของฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน (ASEAN Chair) ประจำวาระปัจจุบัน จะเดินทางเข้าร่วมงานดังกล่าวที่เมืองคาซานหรือไม่ แม้ว่าก่อนหน้านี้ลาซาโร (Lazaro) จะเคยระบุว่ามาร์กอส (Marcos) และปูติน (Putin) มีกำหนดการที่จะพบปะหารือกันก็ตาม
ในบทความที่เขียนลงบนเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ลาฟรอฟ (Lavrov) ระบุว่า รัฐบาลมอสโก "ตั้งตารอที่จะได้ต้อนรับผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมด ณ เมืองคาซาน" โดยได้มีการระบุชื่อของมาร์กอส (Marcos) เป็นพิเศษ
นอกเหนือจากมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินแล้ว สิงคโปร์ยังได้บังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออก และจัดตั้งเวทีเพื่อสนับสนุนยูเครนในการสร้างความร่วมมือทางการทูต ซึ่งรวมถึงการที่ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelensky) ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุม แชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ณ นครรัฐแห่งนี้ในปี 2024
มาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดที่สิงคโปร์ประกาศใช้กับรัสเซียนั้นมีความเฉพาะเจาะจง โดยครอบคลุมถึงการควบคุมการส่งออกสินค้าทางทหารและสินค้าที่จับตาเป็นพิเศษที่สามารถนำไปใช้ได้สองทาง (Dual-use Goods) ซึ่งอาจนำไปใช้ในการสร้างความเสียหายทางร่างกายต่อพลเมืองยูเครน ท่ามกลางข้อจำกัดอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าน้ำมันเตา (Fuel Oil) ของรัสเซียไม่ได้เป็นสิ่งต้องห้ามในสิงคโปร์ และรัสเซียยังคงเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์รายใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ในเดือนที่ผ่านมา ปริมาณน้ำมันเตาของรัสเซียในน่านน้ำสิงคโปร์ได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบปี ท่ามกลางสภาวะขาดแคลนอุปทานจากตะวันออกกลางอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน (Iran War) ที่ยังคงดำเนินอยู่
"การปฏิสัมพันธ์ทางธุรกิจกับหน่วยงานของรัสเซีย รวมถึงการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ไม่ได้เป็นสิ่งต้องห้าม เว้นแต่จะมีความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือธุรกรรมทางการเงินที่ตกอยู่ภายใต้ข้อกำหนดมาตรการคว่ำบาตรที่สิงคโปร์บังคับใช้" กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (Ministry of Trade and Industry) เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นเมื่อเดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สิงคโปร์ถือเป็นศูนย์กลางการให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงเรือขนส่งสินค้า (Bunkering Hub) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิงเรือประจำปีของสิงคโปร์นั้นมีปริมาณมากกว่ายอดขายของท่าเรือรอตเทอร์ดาม (Rotterdam) ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก ถึงกว่า 5 เท่าเลยทีเดียว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/88cyn?utm_source=copy-link&utm_campaign=3356593&utm_medium=share_widget