.
อำนาจสหรัฐฯกำลังถูกบั่นทอน เซ่นพิษสงครามอิหร่าน เปิดทางจีนเร่งกำลังทหาร ขยับดุลอำนาจโลก
11-6-2026
สำนักข่าว Foreign Policy โดยศาสตราจารย์ Hal Brands ที่ชี้ว่าสงครามในอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล (Israel) กับประเทศอิหร่าน (Iran) ได้รีดเค้นจนกองทัพสหรัฐฯ ตกอยู่ในภาวะ "ขาดสภาพคล่องเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Insolvency) และเกิดอาการตึงตัวเรื้อรังขั้นวิกฤตจากการใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถ (Overstretch) ในขณะที่การสั่งสมกำลังทางทหารของประเทศจีน (China) ก้าวเข้าสู่ความพร้อมรบเต็มที่ โดยบนหน้าปกนิตยสารพิมพ์ด้วยพื้นหลังสีฟ้าอ่อน แสดงรูปนาฬิกาทรายขนาดใหญ่ที่มีลูกโลกบนกองทรายกำลังร่วงหล่นลงด้านล่าง พร้อมข้อความตัวหนาระบุถึง "จุดจบของ" ระบบพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ลัทธิข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก การเมืองเรื่องสภาพภูมิอากาศ องค์การสหประชาชาติ การลี้ภัย พรรคการเมือง การเติบโตของจีน ศีลธรรม และอนาคต ซึ่งเป็นเนื้อหาล่วงหน้าก่อนนิตยสารฉบับเต็มภายใต้ธีม "จุดจบของโลกในแบบที่เรารู้จัก" จะวางแผงในสัปดาห์หน้า
แม้สงครามในอิหร่านจะประสบความสำเร็จเชิงยุทธวิธีอย่างน่าทึ่งจากการสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเตหะรานในช่วงชั่วโมงแรก ๆ ภายใต้ความกล้าเสี่ยงทางการทหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แต่อีกล้านความสำเร็จนี้กลับแลกมาด้วยมูลค่าราคาจ่ายที่สูงลิ่วและสร้างความร่อยหรอขั้นเตือนภัยต่อคลังอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ โดยสถิติจากศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CSIS) ระบุว่า "ปฏิบัติการเอปิกฟิวรี" (Operation Epic Fury) ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนเมษายน สหรัฐฯ ได้ผลาญขีปนาวุธครูซระยะไกลแบบ Tomahawk ไปมากกว่า 1,000 ลูก หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของคลังแสงทั้งหมด และใช้ขีปนาวุธ JASSM ไปถึงร้อยละ 25 ขณะที่ระบบสกัดกั้นภัยทางอากาศหลักอย่าง Patriot ถูกใช้ไปถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเฉพาะในเวลา 2 วันแรกยิงไปถึง 1,300 ลูก คิดเป็นร้อยละ 60 ของคลังแสงทั้งหมดและเทียบเท่ากำลังผลิตรวมกันนานกว่า 2 ปีเต็ม นอกจากนี้ยังต้องสูญเสียขีปนาวุธทิ้งตัวแบบ SM-3 ไปราวร้อยละ 30 ถึง 60 และใช้ขีปนาวุธในระบบ THAAD ไปเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาวุธทั้งหมดนี้คือหัวใจสำคัญในแผนเผชิญเหตุ ณ แปซิฟิกตะวันตก (Western Pacific) เพื่อป้องปรามจีน แต่ด้วยอัตราการผลิตในปัจจุบัน สหรัฐฯ อาจต้องใช้เวลายาวนานถึง 4 ปีเต็มในการฟื้นฟูคลังอาวุธทดแทนส่วนที่สูญเสียไป
วิกฤตคลังอาวุธร่อยหรอนี้ทำให้ปัญหากองทัพและยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ที่ถูกใช้งานเกินขีดจำกัดสะสมมานานหลายวาระประธานาธิบดียิ่งย่ำแย่ลง ตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบา (Barack Obama) ที่พยายามปักหมุดสู่เอเชีย-แปซิฟิกแต่กลับติดหล่มในตะวันออกกลาง รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกที่เผชิญวิกฤตเกาหลีเหนือ (North Korea) และอิหร่าน จนถึงอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) ที่ต้องรับมือกับการบุกยูเครน (Ukraine) ของรัสเซีย (Russia) ในปี 2022 และเหตุการณ์ตะวันออกกลางระเบิดในอีกหนึ่งปีต่อมา แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์ 2.0 จะเริ่มต้นด้วยแนวคิดเน้นภูมิภาคเอเชียและถอนตัวจากตะวันออกกลาง ทว่าในทางปฏิบัติกลับนำมาซึ่งการแทรกแซงในทุกทิศทาง ทั้งการส่งกองเรือรบไปถล่มกลุ่มฮูตี (Houthis) ในต้นปี 2025 การปกป้องอิสราเอลในสงคราม 12 วันช่วงเดือนมิถุนายน การต่อต้านการก่อการร้ายในไนจีเรีย (Nigeria) และโซมาเลีย (Somalia) ตลอดจนการส่งกองทัพเรือบุกปิดล้อมเวเนซุเอลา (Venezuela) และบุกกรุงการากัสเพื่อจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 ควบคู่ไปกับการส่งระบบ Patriot อุดหนุนยูเครน
การแทรกแซงรอบทิศทำให้กองทัพสหรัฐฯ อยู่ในตำแหน่งที่ไม่พร้อมรบ (Out of position) สังเกตได้จากการที่เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford ต้องแล่นอย่างเหนื่อยล้าข้ามทวีปจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังแคริบเบียนเพื่อจับมาดูโร และต้องรีบเร่งกลับมายังสมรภูมิอิหร่านทันที ซึ่งเหตุการณ์เรือ USS Gerald R. Ford รวมถึงการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินถึง 3 กลุ่มไปประจำการในตะวันออกกลางพร้อมกัน ได้ทำลายดุลยภาพและดึงเอาขีดความสามารถทางทหารรวมถึงระบบ THAAD และหน่วยนาวิกโยธินออกจากสมรภูมิสำคัญอันดับแรกในเอเชียตะวันออกไปจนเกือบหมดสิ้น ท่ามกลางภาวะสงครามที่เปลี่ยนรูปแบบเข้าสู่ "สงคราม AI ครั้งแรกของโลก" ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ปัญญาประดิษฐ์บูรณาการข้อมูลเพื่อถล่มอาวุธยุทโธปกรณ์ฝั่งอิหร่านที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียและจีนไปถึง 5,200 ชิ้นใน 96 ชั่วโมงแรก แต่ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ยังคงคลุมเครือ เพราะระบอบอิหร่านยังคงเหนียวแน่นและสามารถส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ พร้อมควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ไว้ได้ จนทำให้สหรัฐฯ ต้องติดหล่มปิดล้อมอิหร่านในระยะยาวคล้ายคลึงกับการปิดล้อมอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) ของอิรัก (Iraq) หลังสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991
ความอ่อนแอทางวัตถุของสหรัฐฯ กำลังเปิด "เขตอันตราย" (Danger zone) ในแปซิฟิกตะวันตกให้ยาวนานและรุนแรงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งประเทศจีน กำลังเร่งเครื่องสั่งสมกำลังพลอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในปี 2025 ที่ แซม ร็อกเกวีน (Sam Roggeveen) ผู้เชี่ยวชาญด้านกองทัพจีนเรียกว่าเป็น "ปีแห่งความสำเร็จครั้งใหญ่" (Red banner year) จากการเปิดตัวเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่และเครื่องบินรบยุคที่ 6 พร้อมการสั่งการให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) พร้อมสําหรับปฏิบัติการยึดครองไต้หวันภายในปี 2027 ด้วยการซ้อมรบปิดล้อมกักกันแบบไม่ทันตั้งตัว (No-notice quarantine or blockade) ขณะเดียวกัน แม้การแสดงฝีมือทางทหารและการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของประธานาธิบดีทรัมป์จะสร้างผลกระทบทางจิตวิทยาให้ปักกิ่งต้องทบทวนถึงความเสี่ยง รวมถึงปัญหาภายในของจีนเองที่เพิ่งผ่านการกวาดล้างนายพลจนเกิดคำเปรียบเปรยว่า "สหรัฐฯ กำลังขาดแคลนยุทโธปกรณ์ แต่จีนกำลังขาดแคลนนายพล" ทว่าอาการขาดแคลนอาวุธจริงของสหรัฐฯ ย่อมกระตุ้นให้จีนกล้าทดสอบสภาวะที่เป็นอยู่ (Status Quo) ในช่องแคบไต้หวันและพื้นที่รอบ ๆ มากขึ้น ผ่านนโยบายกดดันในพื้นที่สีเทา (Gray-zone coercion) เช่น การเพิ่มการกักกันทางศุลกากรบีบไทเป หรือการหวนกลับมาเดินหน้าโครงการถมทะเลสร้างเกาะระลอกใหม่ในทะเลจีนใต้ (South China Sea) ในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้
ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตการณ์นี้ยังส่งผลให้สหรัฐฯ มีแนวโน้มดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบขลาดกลัวทางการทูตเชิงธุรกิจ (Transactional) โดยประธานาธิบดีทรัมป์สะท้อนผ่าน Fox News ว่าเขาไม่อยากเดินทางไกล 9,500 ไมล์เพื่อร่วมรบ และพร้อมมองไต้หวันเป็นเพียง "ชิปต่อรองที่ดีมาก" (Negotiating Chip) ส่งผลให้พันธมิตรในเอเชียพากันหวาดระแวง โดยนายเก็น นากาตานิ (Gen Nakatani) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เตือนว่าการถอนทหารสหรัฐฯ จะทำลายดุลอำนาจรอบญี่ปุ่น อีกทั้งรัฐบาลวอชิงตันยังได้แจ้งเลื่อนการส่งมอบขีปนาวุธ Tomahawk จำนวน 400 ลูกให้แก่ญี่ปุ่นออกไปอย่างไม่มีกำหนด เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ (South Korea) ที่ถูกสหรัฐฯ ถอนระบบ THAAD ออกไปอุดสงครามตะวันออกกลาง จนประธานาธิบดีอี แจมยอง (Lee Jae-myung) ต้องแถลงกระตุ้นให้ประเทศเร่งยุทธศาสตร์พึ่งพาตนเอง ส่วนในสมรภูมิยุโรป ยูเครนอาจได้ประโยชน์ในแง่ของการเป็นผู้ผลิตระบบโดรนราคาประหยัดที่โลกต้องการในระดับมหภาค แต่ในทางตรงกันข้ามก็ต้องกลายเป็นผู้สูญเสีย เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่สามารถแบ่งปันขีปนาวุธสกัดกั้นการป้องกันภัยทางอากาศจากชาติพันธมิตรยุโรปไปส่งมอบให้แก่กรุงคีฟได้อีกต่อไป
ในอดีตช่วงปลายทศวรรษ 1940 และ 1970 สหรัฐฯ เคยใช้ประโยชน์จากวิกฤตการณ์ความเปราะบาง (เช่น การที่โซเวียตครองนิวเคลียร์ สงครามเกาหลี หรือการบุกอัฟกานิสถานในปี 1979) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อพลิกกลับมาสร้างการเติบโตทางทหารและเครือข่ายพันธมิตรจนชนะสงครามเย็น ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลทรัมป์ได้เสนอเพิ่มงบประมาณกลาโหมครั้งประวัติศาสตร์เป็นร้อยละ 4 ถึง 5 ของ GDP พร้อมเร่งการสร้างฐานอุตสาหกรรมร่วมกันระหว่างกลุ่มประเทศประชาธิปไตย เช่น การร่วมทุนผลิตระบบขีปนาวุธ SM-3 ระหว่างบริษัท Raytheon ของสหรัฐฯ กับ Mitsubishi ของญี่ปุ่น รวมถึงการให้พันธมิตรใช้ยอดอู่ต่อเรือของตนเองสร้างเรือรบเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตต่อเรือของสหรัฐฯ ตลอดจนการหันไปลงทุนในยุทธศาสตร์อสมมาตรที่เน้นโดรนโจมตีราคาถูกและเครื่องมือต่อต้านโดรนแทนการผลาญระบบสกัดกั้นราคาแพง ทว่าปัญหาระบบอุตสาหกรรมความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่ shot through ด้วยจุดคอขวดและสะสมความอ่อนแอมานานหลายสิบปี ประกอบกับฐานะทางการคลังที่เปราะบางของวอชิงตัน ย่อมทำให้การขยายกำลังผลิตเกิดขึ้นได้ยากและต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าอาวุธจะโผล่พ้นน้ำออกมาในจำนวนที่มากพอ ดังนั้น ทางเลือกที่รัฐบาลวอชิงตันและพันธมิตรจะตัดสินใจในขณะนี้ จึงเป็นสิ่งเดียวที่จะกำหนดว่า ช่วงเวลาแห่งความเปราะบางเชิงยุทธศาสตร์อันตรายรอบใหม่นี้จะลากยาวและสร้างภัยพิบัติถึงชีวิตเพียงใด
---
IMCT NEWS
ที่มา https://foreignpolicy.com/2026/06/09/iran-war-trump-china-united-states-military-defense-weapons-geopolitics-strategy-taiwan/