.
“ปูติน–ทรัมป์” ติดกับดักอำนาจนิยม ดันความขัดแย้งสู่ทางตันที่พ่ายต่อความเป็นจริง
11-6-2026
The Guardian วิเคราะห์ว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ ต่างกำลังเผชิญสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน คือการติดอยู่ในความขัดแย้งที่ไม่สามารถเอาชนะได้ และไม่สามารถยุติลงโดยไม่สูญเสียภาพลักษณ์ทางการเมือง โดยมีรากฐานจาก “ภาพลวงตาแบบอำนาจนิยม” ที่หล่อหลอมการตัดสินใจของผู้นำทั้งสอง
แม้ว่าสงครามในยูเครน (Ukraine) และสถานการณ์ความตึงเครียดกับอิหร่าน (Iran) จะมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเชิงบริบทและรูปแบบของความขัดแย้ง แต่บทวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยร่วมสำคัญคือแนวคิดของผู้นำที่มองตนเองเป็นศูนย์กลางของชะตากรรมชาติ และไม่อาจยอมรับความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์
ในกรณีของรัสเซีย ปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งทำลายล้างยูเครนซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยเพื่อนบ้าน กลับกลายเป็นสงครามยืดเยื้อที่มีความรุนแรงสูง และใช้เวลานานเกินคาด โดยยาวนานกว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทั้งที่เดิมถูกคาดหมายว่าจะสามารถยึดกรุงเคียฟ (Kyiv) ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์
แม้กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตในอดีตจะสามารถผลักดันกองทัพนาซีไปถึงกรุงเบอร์ลินได้ในระยะเวลาสั้นกว่า แต่กองกำลังของปูตินกลับยังไม่สามารถยึดครองพื้นที่สำคัญในยูเครนตะวันออกได้อย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกัน สงครามได้สร้างความสูญเสียทั้งงบประมาณระดับหลายล้านล้านรูเบิล และชีวิตประชาชนหลายแสนราย โดยไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
ความล้มเหลวดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบภายในประเทศ โดยประชาชนในพื้นที่ห่างไกลแนวหน้าเริ่มเห็นผลกระทบจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงกลั่นน้ำมันที่ถูกโดรนของยูเครนโจมตี รวมถึงแรงกดดันจากเงินเฟ้อ และความผิดสังเกตของขบวนพาเหรด Victory Day ที่มีขนาดเล็กลง
แม้ผลสำรวจความคิดเห็นในรัสเซียยังอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ แต่ก็สะท้อนสัญญาณการลดลงของความนิยมในตัวปูติน ซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นผลจากความขัดแย้งภายในกลุ่มอำนาจ โดยเฉพาะระหว่างฝ่ายปฏิบัตินิยมกับฝ่ายความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม ความพยายามผลักดันให้ยุติสงครามเผชิญข้อจำกัด เนื่องจากปูตินมองว่าสงครามเป็นการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและอัตลักษณ์ของชาติ และยากที่จะยอมรับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy) ในฐานะผู้นำประเทศที่เท่าเทียม
ด้านทรัมป์ แม้จะไม่ได้ยึดโยงกับประวัติศาสตร์แบบจักรวรรดินิยม แต่มีแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับอำนาจของรัฐมหาอำนาจ และมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกรอบ “ผลรวมเป็นศูนย์” โดยเชื่อว่ารัสเซียถือไพ่เหนือกว่าในยูเครน
บทวิเคราะห์ระบุว่า หากสหรัฐฯ ประเมินสถานการณ์ตามข้อเท็จจริง อาจเห็นบทบาทของเทคโนโลยีโดรนที่ช่วยลดความได้เปรียบทางกำลัง และอาจนำไปสู่การประเมินใหม่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการใช้กำลังกับอิหร่าน ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม แนวคิดของทรัมป์ที่ไม่แยกแยะระหว่างอำนาจส่วนบุคคลกับอำนาจของรัฐ ทำให้การยอมรับข้อจำกัดทางยุทธศาสตร์เป็นเรื่องยาก
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์มองว่าผู้นำทั้งสองอยู่ในภาวะ “โดดเดี่ยวทางความคิด” โดยมีที่ปรึกษาที่ไม่สามารถหรือไม่กล้าเสนอข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับแนวทางหลัก
ในมิติระหว่างประเทศ สถานการณ์ยังส่งผลต่อสมดุลอำนาจ โดยการที่สหรัฐฯ ต้องทุ่มทรัพยากรไปกับการเจรจากับอิหร่าน ทำให้บทบาทในยูเครนลดลง ซึ่งเปิดโอกาสให้พันธมิตรยุโรปเพิ่มบทบาทมากขึ้น
ภายหลังความพ่ายแพ้ของวิกเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orbán) ในการเลือกตั้งฮังการี การสนับสนุนยูเครนจากสหภาพยุโรป (EU) มีความคล่องตัวมากขึ้น ขณะที่ผู้นำยุโรป เช่น เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer), ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) และเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ได้จัดการประชุมร่วมกับเซเลนสกีเพื่อผลักดันแนวทางสันติภาพ
อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างระหว่างความต้องการด้านยุทโธปกรณ์ของยูเครนกับความพร้อมในการสนับสนุนของยุโรป และยังไม่มีความชัดเจนว่า “coalition of the willing” จะสามารถดำเนินบทบาทด้านความมั่นคงได้มากเพียงใดหากไม่มีสหรัฐฯ
ในอีกด้านหนึ่ง แนวคิดของทั้งรัสเซียและกลุ่มการเมืองแบบ MAGA ในสหรัฐฯ ยังคงมองว่ายุโรปกำลังเสื่อมถอยจากปัญหาภายใน เช่น การอพยพและแนวคิดเสรีนิยม อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ชี้ว่ามุมมองดังกล่าวอาจประเมินต่ำเกินไปต่อความแข็งแกร่งของระบอบประชาธิปไตยแบบเสรี
ระบบดังกล่าวมีความยืดหยุ่นจากความหลากหลายทางความคิด และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล เช่น การเลือกตั้ง เสรีภาพสื่อ และศาลอิสระ ซึ่งยังคงทำหน้าที่ได้ในสหรัฐฯ แต่ไม่สามารถพบได้ในรัสเซีย
ท้ายที่สุด บทวิเคราะห์ระบุว่า ประเทศประชาธิปไตยในยุโรปจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบการปกครองของตนไม่เพียงดีกว่าในเชิงหลักการ แต่ยังมีความแข็งแกร่งในทางปฏิบัติ โดยการยืนหยัดสนับสนุนยูเครนในฐานะการต่อสู้ร่วมกันของยุโรปเอง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/jun/10/putin-trump-ukraine-iran-wars-authoritarian?CMP=share_btn_url