จีนทุ่ม 2 ล้านล้านหยวน สร้าง Data Center
จีนทุ่ม 2 ล้านล้านหยวน สร้าง Data Center ทั่วประเทศ หนุน AI ยุทธศาสตร์ชาติ มุ่งแซงสหรัฐฯ
10-6-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า จีน (China) กำลังเตรียมการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายจำนวนประมาณ 2 ล้านล้านหยวน (หรือประมาณ 2.95 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า สำหรับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data centers) ทั่วทั้งประเทศ เพื่อขับเคลื่อนความทะยานอยากของรัฐบาลปักกิ่ง (Beijing) ในการผลักดันภาคส่วนปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ภายในประเทศ และเพื่อเป้าหมายในการก้าวข้ามประเทศสหรัฐฯ (US) ในด้านเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์โลก
แหล่งข่าวผู้มีความซินเคยกับประเด็นดังกล่าวเปิดเผยว่า หน่วยงานภาครัฐระดับบริหารที่มีความสำคัญ ซึ่งรวมถึงคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ หรือ NDRC (National Development and Reform Commission) กำลังดำเนินการจัดทำร่างแผนแม่บทเพื่อจัดตั้งเครือข่ายศูนย์กลางการประมวลผลที่มีการเชื่อมโยงถึงกัน (Inter-connected computing hubs) ทั่วประเทศ โดยหนึ่งในแหล่งข่าวระบุว่า กลุ่มรัฐวิสาหกิจรายใหญ่ อาทิ China Mobile Ltd. และ China Telecom Corp. จะทำหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติการหลักในการบริหารจัดการศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่และรับประกันการเชื่อมโยงโครงข่ายเข้าด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้น แหล่งข่าวระบุว่าแนวคิดหลักของแผนการนี้คือการพึ่งพาอาศัยกลุ่มบริษัทผู้จำหน่ายสินค้าและเทคโนโลยีภายในท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงบริษัท Huawei Technologies Co. ในสัดส่วนอย่างน้อยร้อยละ 80 ของเทคโนโลยีทั้งหมด เช่น ชิป AI (AI chips) ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะเป็นการบีบและลดสัดส่วนทางการตลาดของบริษัท Nvidia Corp. และบริษัท Advanced Micro Devices Inc. ออกไปโดยปริยาย
แผนการภาพรวมในระดับมหภาคนี้ ถือเป็นความพยายามที่มีความรุกรานและเชิงรุกมากที่สุดของรัฐบาลปักกิ่งเท่าที่เคยมีมา ในการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาภาคส่วน AI ของจีนในอนาคต ซึ่งการดำเนินนโยบายดังกล่าวชวนให้ระลึกถึงการปฏิบัติภารกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่มีการระดมสรรพกำลังและทรัพยากรเพื่อสนับสนุนกลุ่มบริษัทที่เป็นแชมป์เปี้ยนระดับชาติ (National champions) เช่น Huawei โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนเทคโนโลยีของสหรัฐฯ นอกจากนี้ หนึ่งในแหล่งข่าวระบุว่า แผนการนี้ยังถือเป็นฟันเฟืองและแกนหลักสำคัญของโครงการ "หกเครือข่าย" (Six Networks) ที่ได้มีการประกาศไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็น ตั้งแต่ระบบน้ำประปาและระบบไฟฟ้า ไปจนถึงระบบโครงข่ายการประมวลผลคอมพิวเตอร์
ภายหลังจากรายงานข่าวของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg News) ถูกเผยแพร่ออกไป ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัท GDS Holdings Ltd. ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านศูนย์ข้อมูลรายใหญ่ของจีน ปรับตัวยืดหยุ่นสูงขึ้นถึงร้อยละ 12 ในช่วงก่อนเปิดตลาดซื้อขายของสหรัฐฯ ขณะที่หุ้นของบริษัท Vnet Group Inc. ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 ตามลำดับ
แหล่งข่าวผู้ขอสงวนนามเนื่องจากเป็นการหารือในประเด็นที่เป็นความลับระบุว่า แผนแม่บทด้านศูนย์ข้อมูลดังกล่าวยังคงอยู่ในขั้นตอนการหารือในระยะเริ่มต้น และรายละเอียดเชิงนโยบายยังคงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทว่าสถานการณ์นี้ได้ช่วยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของรัฐบาลปักกิ่งในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีล้ำสมัย (Cutting-edge technologies) แม้ว่าในทางตรงกันข้าม งบประมาณรายจ่ายในภาคส่วนอื่นๆ จะเริ่มประสบภาวะหดตัวลงภายใต้ภาวะหนี้สินของรัฐบาลที่กำลังพุ่งสูงขึ้นก็ตาม โดยแหล่งข่าวระบุว่า เม็ดเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวจะได้รับการระดมทุนผ่านระบบหนี้สาธารณะ (Sovereign debt) เป็นหลัก ซึ่งรวมถึงการออกพันธบัตรรัฐบาลพิเศษระยะยาวเป็นพิเศษ (Ultra-long-term special government bonds) ซึ่งโดยทั่วไปจะมีระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอนมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ควบคู่ไปกับการใช้เงินทุนของรัฐสำหรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic industries) นอกจากนี้ จะมีวงเงินสินเชื่อจากระบบธนาคารและเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามาทำหน้าที่เป็นส่วนสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติม
ชาร์ลี ได (Charlie Dai) นักวิเคราะห์หลักจากบริษัทวิจัย Forrester Research ให้ทัศนะวิเคราะห์ว่า เครือข่ายการประมวลผลคอมพิวเตอร์ที่เป็นหนึ่งเดียวกันจะช่วยรวมทรัพยากรในระดับภูมิภาคที่เคยมีความกระจัดกระจายเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มวิสาหกิจและองค์กรธุรกิจต่างๆ มีโอกาสเข้าถึงการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High-performance computing) ในวงที่กว้างขวางยิ่งขึ้น นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังจะช่วยเร่งรัดกระบวนการทำซ้ำและพัฒนาโมเดล AI (AI model iteration) รวมถึงการขยายขอบเขตการให้บริการระบบ AI แบบปฏิบัติการอัตโนมัติ (Agentic AI) และระบบ AI เชิงกายภาพ (Physical AI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดย ชาร์ลี ได (Charlie Dai) ระบุว่า "การยกระดับนโยบายนี้ขึ้นสู่ระดับยุทธศาสตร์แห่งชาติ จะช่วยรับประกันความสอดคล้องของนโยบายและการระดมเงินทุนที่มีประสิทธิภาพ"
อย่างไรก็ดี ทางด้านหน่วยงาน NDRC และกระทรวงการคลัง (Ministry of Finance) ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้ทำหน้าที่ออกพันธบัตรรัฐบาล ไม่ได้มีการส่งถ้อยแถลงตอบกลับภายหลังจากได้รับการร้องขอความคิดเห็นผ่านทางโทรสาร เช่นเดียวกับตัวแทนจากบริษัท China Mobile และบริษัท China Telecom ที่ไม่ได้มีการส่งถ้อยแถลงตอบกลับต่อประเด็นดังกล่าวเช่นกัน
ในมิติทางการเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาลวอชิงตัน (Washington) ได้เคยให้ความเห็นชอบในการอนุญาตให้บริษัท Nvidia สามารถดำเนินการจำหน่ายชิป AI รุ่นก่อนหน้าอย่างรุ่น H200 ให้แก่กลุ่มลูกค้าในประเทศจีนได้ ซึ่งถือเป็นมาตรการผ่อนปรนที่มีนัยสำคัญต่อความพยายามในการจำกัดและสกัดกั้นพัฒนาการด้าน AI ของจีน โดยส่วนประกอบและชิปประมวลผลดังกล่าวถือเป็นเทคโนโลยีที่ตามหลังชิปรุ่นล้ำสมัยที่สุดของ Nvidia อย่างรุ่น Blackwells อยู่ประมาณหนึ่งเจเนอเรชัน
ขณะที่บทวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ระบุว่า แนวโน้มการสร้างรายได้และผลกำไร (Monetization outlook) สำหรับภาคส่วน AI ของจีนยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย แม้ว่าจะมีรายงานข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กเกี่ยวกับแผนการของรัฐบาลปักกิ่งในการลงทุนมูลค่า 2 ล้านล้านหยวน (หรือประมาณ 2.95 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วง 5 ปีข้างหน้าเพื่อขยายเครือข่ายศูนย์ข้อมูลระดับชาติ โดยมุ่งพึ่งพาผู้จำหน่ายชิป AI ในท้องถิ่นแทนบริษัท Nvidia ก็ตาม โดยโครงสร้างการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานนี้จะทำหน้าที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ "AI Plus" ของจีน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนผลิตภาพทางเศรษฐกิจ (Economic productivity) ด้วยการแพร่กระจายเทคโนโลยี AI เข้าสู่ทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ กลุ่มผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์หลักจากแผนการดังกล่าวคือระบบเศรษฐกิจในภาพรวม มากกว่าที่จะเป็นบริษัทในภาคเอกชนเฉพาะราย อาทิ Tencent, Alibaba, Baidu, MiniMax และ Zhipu AI ซึ่งบริษัทเหล่านี้ยังคงต้องยอมสละการสร้างผลกำไรสูงสุดในระยะสั้น (Near-term profit maximization) เพื่อสนับสนุนการวางรากฐานระบบในระดับชาติ ขณะที่กลุ่มผู้จำหน่ายและผู้ผลิตโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ เช่น Huawei จะกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด โดยที่บริษัท Nvidia มีแนวโน้มต่ำมากที่จะได้รับโอกาสในการเข้ามีส่วนร่วม
อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันการจัดส่งส่วนประกอบเทคโนโลยีดังกล่าว (ชิป H200) ยังไม่ได้มีการเริ่มต้นขึ้น ซึ่งสถานการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า รัฐบาลปักกิ่งกำลังมีความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในการทดแทนขีดความสามารถในการประมวลผลของระบบ AI บางส่วน ด้วยการหันมาใช้ฮาร์ดแวร์ที่ผลิตขึ้นภายในท้องถิ่น
โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ชิป AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นภายในประเทศจำนวน 9 ประเภท ซึ่งรวมถึงผลผลิตชิปจากบริษัท Huawei, Alibaba, Shanghai Biren Technology Co. และบริษัท Moore Threads Technology Co. ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบและทบทวนด้านความมั่นคงจากหน่วยงานความมั่นคงทางเทคโนโลยีของจีน (Chinese technology-security agency) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการผ่านการตรวจสอบดังกล่าวถือเป็นการเปิดประตูและโอกาสไปสู่การนำชิปเหล่านี้ไปปรับใช้ในวงกว้างมากขึ้นในกลุ่มภาคส่วนอุตสาหกรรมที่มีข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยในระดับที่สูง
นอกจากนี้ กลุ่มวิสาหกิจและองค์กรธุรกิจในภาคส่วนการเงิน, ภาคส่วนการผลิต, ภาคส่วนการดูแลสุขภาพ และภาคส่วนโลจิสติกส์ จะได้รับสิทธิ์และโอกาสในการเข้าถึงขีดความสามารถของระบบ AI ที่มีราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและมีความยืดหยุ่นที่มากกว่าเดิม โดย ชาร์ลี ได (Charlie Dai) ระบุทิ้งท้ายว่า กลุ่มมณฑลที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน (Inland provinces) มีแนวโน้มสูงที่จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลรวมถึงการดึงดูดกลุ่มบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ (Talent) ให้เข้าสู่พื้นที่ได้มากขึ้นตามลำดับนโยบายเชิงโครงสร้าง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-09/china-prepares-295-billion-plan-to-fund-nationwide-ai-buildout?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy