ทำไมออสเตรเลียซื้อเรือดำน้ำมือสองจากสหรัฐ?
ทำไมออสเตรเลียต้องซื้อเรือดำน้ำนิวเคลียร์มือสองจากสหรัฐฯ? ทั้งที่รู้ว่า AUKUS เสี่ยงและแพงแต่ถอยไม่ได้
8-6-2026
Asia Times รายงานว่า ออสเตรเลียกลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งหลังประกาศปรับแผนจัดหาเรือดำน้ำนิวเคลียร์ภายใต้ข้อตกลง AUKUS โดยตัดสินใจจะซื้อเรือดำน้ำจากสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างประจำการแล้ว 3 ลำ แทนรูปแบบเดิมที่คาดว่าจะได้เรือมือสอง 2 ลำและเรือใหม่ 1 ลำ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้อนาคตของ AUKUS ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านขีดความสามารถทางทหารระหว่างสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย กลับมาถูกตั้งคำถามอีกครั้ง
หลังการประกาศปรับแผนการจัดหาเรือดำน้ำของออสเตรเลีย (Australia) ที่จะรับมอบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จากกองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) ที่เข้าประจำการแล้วจำนวน 3 ลำ แทนที่แผนเดิมซึ่งจะจัดหาเรือมือสอง 2 ลำ และเรือใหม่ 1 ลำ ส่งผลให้ข้อตกลงความมั่นคงภายใต้กลุ่ม AUKUS ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านขีดความสามารถทางทหารระหว่างสหรัฐฯ (US), สหราชอาณาจักร (UK) และออสเตรเลีย กลับมาเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอีกครั้ง นับตั้งแต่มีการประกาศจัดตั้งในปี 2021
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญอดีตนายทหารเรือด้านสงครามปราบเรือดำน้ำ ได้ไขข้อข้องใจถึงเหตุผลที่ออสเตรเลียจำเป็นต้องจัดหาเรือดำน้ำมือสองว่า กองทัพออสเตรเลียมีเรือดำน้ำคลาส Collins ที่เข้าประจำการระหว่างปี 1996 ถึง 2003 ซึ่งแม้จะมีการยืดอายุการใช้งานผ่านการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ แต่ด้วยปัญหาความล่าช้าและการขาดงบประมาณมานานหลายทศวรรษ ทำให้ฝูงเรือดังกล่าวมีอายุการใช้งานไม่เพียงพอจนกว่าออสเตรเลียจะสามารถออกแบบและสร้างเรือดำน้ำเองได้ภายใต้โครงการ AUKUS การจัดซื้อเรือดำน้ำคลาส Virginia ในปี 2032, 2035 และ 2038 จึงถือเป็นมาตรการระยะเปลี่ยนผ่าน (Stopgap solution) เพื่อสร้างความคุ้นเคยและขีดความสามารถในการปฏิบัติการเรือดำน้ำนิวเคลียร์ เปรียบเสมือนก้าวย่าง "คลาน เดิน และวิ่ง" ก่อนจะเริ่มสร้างเรือของตนเอง ซึ่งการรับเรือที่ประจำการอยู่แล้วยังช่วยลดความซับซ้อนและลดความเสี่ยงในการทดสอบการรับรองเรือลำใหม่ได้ด้วย
ในประเด็นความสามารถของเรือนั้น แม้เรือที่จะได้รับลำที่ 3 จะเป็นเวอร์ชันที่เก่ากว่าแผนเดิมเล็กน้อยและมีระบบเซนเซอร์ที่ด้อยกว่า แต่เรือคลาส Virginia ระดับ Block IV ทั้ง 3 ลำ ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเรือดำน้ำโจมตีที่มีขีดความสามารถสูงที่สุดในโลก ด้วยศักยภาพในการบรรทุกตอร์ปิโดกว่า 20 ลูก และขีปนาวุธโจมตีภาคพื้นดิน Tomahawk 12 ลูก โดยข้อวิจารณ์ที่ว่าออสเตรเลียสูญเสียขีดความสามารถในการบรรทุกขีปนาวุธจากการที่ไม่มี "Virginia Payload Module" นั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากเรือที่คาดว่าจะได้รับในปี 2038 ไม่เคยถูกกำหนดให้มีขีดความสามารถดังกล่าวมาแต่แรก และในสถานการณ์ความขัดแย้ง ออสเตรเลียจะใช้เรือเหล่านี้ในบทบาทปราบเรือดำน้ำและโจมตีเรือผิวน้ำเป็นหลักมากกว่าการโจมตีภาคพื้นดิน
สำหรับประเด็นงบประมาณ 368,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (AU$) นั้น แม้จะเป็นตัวเลขที่สูงแต่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจนถึงปี 2055 ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน กำลังพล และการซ่อมบำรุง โดยในจำนวนนี้มีงบประมาณ 122,900 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ที่เป็นเงินสำรองความเสี่ยง 50% ซึ่งสูงกว่าโครงการกลาโหมทั่วไปที่มักตั้งงบสำรองไว้เพียง 5-10% ทั้งนี้ ข้อมูลจากโครงการลงทุนบูรณาการ (Integrated Investment Program) ปี 2026 ของกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ระบุว่าค่าใช้จ่ายในส่วนนี้คิดเป็นเพียงร้อยละ 8-11 ของงบประมาณกลาโหมทั้งหมดในช่วง 10 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือศักยภาพในการผลิตเรือดำน้ำของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันผลิตได้เพียง 1.3 ลำต่อปี จากเป้าหมายเดิมที่ต้องการเพิ่มให้ถึง 2 ลำต่อปี โดยพลเรือเอก แดริล คอดเดิล (Admiral Daryl Caudle) เสนาธิการทหารเรือสหรัฐฯ ได้ชี้แจงต่อสภาคองเกรสว่าคาดการณ์การผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ลำต่อปีภายในปี 2032 โดยสหรัฐฯ กำลังลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในฐานอุตสาหกรรมเรือดำน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานและห่วงโซ่อุปทาน
บทสรุปของผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม้โครงการ AUKUS จะเป็นโครงการกลาโหมที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ออสเตรเลียและมีความเสี่ยงรอบด้าน แต่ในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี ออสเตรเลียได้สร้างฐานเรือดำน้ำใกล้เมืองเพิร์ท (Perth) และได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ ให้มีการถ่ายโอนเรือได้สำเร็จ ซึ่งหากออสเตรเลียละทิ้งข้อตกลงนี้ไป ก็ไม่มีเรือรุ่นอื่นที่หามาทดแทนได้ทันทีในท้องตลาด (Off the shelf) และการยกเลิกโครงการครั้งที่สองในรอบทศวรรษจะสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของออสเตรเลียในสายตาพันธมิตรอย่างมหาศาล ดังนั้น การตรวจสอบโครงการควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และสิ่งที่พันธมิตรกังวลมากที่สุดในขณะนี้คือ "เจตจำนงทางการเมือง" ของออสเตรเลียเองมากกว่าประเด็นอุตสาหกรรมผลิตเรือ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/06/why-is-australia-buying-used-american-nuclear-submarines/