โลกเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่
โลกเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ ธนาคการกลางยุโรป ขึ้นดอกเบี้ยนำร่อง G7 ขณะที่สหรัฐฯ–อังกฤษยังคงดอกเบี้ย
8-6-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตรียมก้าวขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 หรือ G7 ในการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวอย่างเข้มงวด (Lead Hawk) โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของภูมิภาคยุโรปที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรการคุมเข้มทางการเงินทั่วโลก ซึ่งมีชนวนเหตุสำคัญมาจากสงครามในประเทศอิหร่าน (Iran)
ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) เตรียมขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะทำให้ ECB กลายเป็นผู้นำแนวทาง “สายเหยี่ยว” (hawkish) ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่าน (Iran)
การปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ที่คาดว่าจะประกาศในวันพฤหัสบดี ถือเป็นมาตรการที่โดดเด่นที่สุดในขณะนี้ เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ซึ่งมีการปรับขึ้นในวงจำกัด เช่น ออสเตรเลีย (Australia) และนอร์เวย์ (Norway)
หากประธาน ECB คริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) และคณะกรรมการไม่ส่งสัญญาณสวนทางกับการคาดการณ์ของนักลงทุน แนวโน้มนโยบายการเงินจะยังคงมุ่งสู่การเข้มงวดต่อเนื่อง โดยมีความเป็นไปได้อย่างน้อยอีก 1 ครั้งภายในปีนี้
ในขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan: BOJ) อาจดำเนินนโยบายในทิศทางคล้ายกัน แต่ด้วยระดับดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ามาก ส่วนธนาคารกลางอื่นในกลุ่ม G7 กลับมีแนวโน้มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในระยะนี้
ก่อนหน้าการตัดสินใจของ ECB ธนาคารกลางแคนาดา (Bank of Canada) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2.25% ซึ่งใช้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) และธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England: BOE) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยเช่นกัน เพื่อประเมินผลกระทบจากสงครามอิหร่าน
การดำเนินนโยบายของ ECB มีเป้าหมายรับมือแรงกระแทกด้านพลังงานที่เกิดจากการโจมตีอิหร่านโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อในยูโรโซน ซึ่งเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 กลายเป็นภาวะฝังตัว อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะยิ่งกดดันเศรษฐกิจยุโรปที่มีพื้นฐานอ่อนแออยู่แล้ว และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหาก ECB เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง
ECB เตรียมเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจรายไตรมาส พร้อมฉากทัศน์ผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าว โดยลาการ์ดจะชี้แจงรายละเอียดในการแถลงข่าวหลังการประชุม นักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg Economics ระบุว่า ลาการ์ดอาจส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย หลังจากการสื่อสารที่คลุมเครือในเดือนมีนาคม และมีความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ข้อมูลเศรษฐกิจทั่วโลกในสัปดาห์นี้จะสะท้อนผลกระทบจากสงคราม โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อจากสหรัฐฯ (US) จีน (China) และอินเดีย (India) ในสหรัฐฯ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคม ซึ่งจะประกาศวันพุธ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบรายปี สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (core CPI) อาจชะลอลงเล็กน้อยในรายเดือน
ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) จะให้สัญญาณเพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงกดดันต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ตลาดจับตาการประชุม Federal Open Market Committee (FOMC) ครั้งแรกภายใต้ประธาน Fed คนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ในวันที่ 16 มิถุนายน
ด้านแคนาดา แม้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยในไตรมาสแรก แต่มีสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาสสอง รวมถึงการจ้างงานเพิ่มขึ้น 87,800 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม
ฝั่งเอเชีย จีนเตรียมเผยตัวเลข CPI และ PPI โดยราคาหน้าโรงงานคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.6% สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี ขณะที่เงินเฟ้อผู้บริโภคอยู่ราว 1.2%
อินเดียเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาอาหาร ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางอินเดีย (Reserve Bank of India: RBI) พิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนสิงหาคม
ญี่ปุ่นเตรียมเปิดเผย PPI ซึ่งสะท้อนแรงกดดันต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง และอาจสนับสนุนแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ฮ่องกง (Hong Kong) จะรายงาน PPI ไตรมาสแรก
ในยุโรป ข้อมูลเศรษฐกิจจากเยอรมนี (Germany) รวมถึงคำสั่งซื้อภาคโรงงาน การผลิต และการค้า จะสะท้อนผลกระทบจากสงครามต่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค รัฐมนตรีคลังยุโรปจะประชุมที่ลักเซมเบิร์ก (Luxembourg) ท่ามกลางมาตรการผ่อนคลายงบประมาณเพื่อรับมือราคาพลังงาน ขณะที่อิตาลี (Italy) ขยายมาตรการลดภาษีน้ำมันถึง 3 กรกฎาคม
สหราชอาณาจักร (United Kingdom) คาดว่า GDP เดือนเมษายนจะหดตัวครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ส่วน นอร์เวย์ (Norway) มีแนวโน้มเงินเฟ้อสูงเกิน 3% ซึ่งเป็นเหตุให้ Norges Bank ปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023
ในตลาดเกิดใหม่ ธนาคารกลางเคนยา (Kenya) และเซอร์เบีย (Serbia) อาจคงดอกเบี้ย ขณะที่ตุรกี (Turkey) มีความเห็นแตกต่างระหว่างการคงหรือขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางเงินเฟ้อที่คาดว่าจะสูงถึง 32.5%
ลาตินอเมริกาเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยชิลี (Chile) อาจมีเงินเฟ้อเกินกรอบเป้าหมาย 4% เม็กซิโก (Mexico) อาจชะลอลงเล็กน้อย ส่วนอาร์เจนตินา (Argentina) เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เปรู (Peru) อาจขึ้นดอกเบี้ยสู่ 4.5% ขณะที่บราซิล (Brazil) เผชิญเงินเฟ้อสูงขึ้นจากราคาอาหารและไฟฟ้า
ภาพรวมสะท้อนว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย ECB กลายเป็นผู้นำแนวทางคุมเข้มนโยบายการเงิน ท่ามกลางความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น.
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-06/ecb-steps-up-as-g7-s-lead-hawk-with-interest-rate-hike-primed?srnd=phx-economics-v2