.
กระแส AI ในอาเซียน โอกาสทองที่แลกมาด้วย 'วิกฤตพลังงานและภัยคุกคาม' ต่อตำแหน่งงาน
25-5-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) กำลังเข้าสู่การแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อไล่ตามกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยหวังชิงความได้เปรียบทางดิจิทัล ทว่าความทะเยอทะยานนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงรุนแรงจากวิกฤตพลังงานตึงตัวและภัยคุกคามต่อความมั่นคงของแรงงานหลายสิบล้านคน
ตัวอย่างความเคลื่อนไหวด้านเทคโนโลยีเห็นได้ชัดจาก Zetrix AI บริษัทเทคโนโลยีในประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ที่กำลังผลักดัน "Avatar" ซึ่งเป็น AI agent หรือตัวแทนอัตโนมัติ ให้เข้าถึงผู้ใช้งาน 1 ล้านคนทั่วภูมิภาคภายในสิ้นปีนี้ โดยตั้งเป้าให้ AI เหล่านี้ทำงานร่วมกันแบบอิสระในชีวิตประจำวัน ขณะที่ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของอาเซียนต่างดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอย่างมหาศาล รัฐบาลมาเลเซียคาดการณ์ว่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ (semiconductors) ในปี 2025 จะมีมูลค่าสูงถึง 1.17 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดึงการลงทุนศูนย์ข้อมูล (data centres) กว่า 140 แห่งมูลค่ารวม 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านประเทศสิงคโปร์ (Singapore) ได้ทำข้อตกลงกว่า 234 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับ Google และ OpenAI ขณะที่ประเทศไทย (Thailand) อนุมัติงบ 774 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการนำ AI มาใช้ในภาคส่วนต่างๆ
อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานมหาศาล โรงงานผลิตชิปและศูนย์ข้อมูลทั่วภูมิภาคต้องการพลังงานและน้ำจำนวนมาก ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่รุนแรงขึ้นจากสงครามระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) กับประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งสกัดกั้นการค้าน้ำมันทางทะเลร้อยละ 25 และกระทบการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันทำเหมืองแร่หายาก (rare earths) เพื่อป้อนอุตสาหกรรมชิป ยังสร้างความกังวลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจแก้ไขไม่ได้
วิกฤตที่น่ากังวลที่สุดคือผลกระทบต่อตำแหน่งงานของมนุษย์ การเข้ามาของ AI เริ่มสั่นคลอนพนักงานออฟฟิศ (White-collar workers) อย่างรุนแรง โดยธนาคารข้ามชาติอย่าง Standard Chartered เตรียมนำ AI มาแทนที่พนักงานสนับสนุนกว่า 7,000 คนในประเทศอินเดีย (India) ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) และประเทศโปแลนด์ (Poland) ภายในปี 2030 สอดคล้องกับ HSBC และ Mizuho ที่ประกาศเลิกจ้างพนักงานรวมหลายหมื่นตำแหน่ง ในเวลาเดียวกัน แรงงานในเศรษฐกิจแบบกิ๊ก (gig economy) ของอาเซียนที่มีมากกว่า 40 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ไร้สวัสดิการรองรับ กำลังเผชิญภัยคุกคามโดยตรงจากเทคโนโลยีใหม่ เช่น กรณีของ Grab ในประเทศสิงคโปร์ที่เตรียมเปิดให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับ (robotaxis)
แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านต้นทุนพลังงานและปัญหาแรงงาน แต่ผู้นำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมองว่าวิกฤตินี้จะยิ่งเป็น "ตัวเร่ง" ให้องค์กรต่างๆ หันมาใช้ AI เร็วขึ้นเพื่อรักษาผลกำไรที่ถูกบีบแคบลง อย่างไรก็ตาม การลงทุนก้อนโตเพื่ออัปเกรดระบบ AI ยังคงเป็นกำแพงที่สูงเกินไปสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล
นักวิเคราะห์และนักลงทุนระดับโลกอย่าง ไมเคิล เบอร์รี (Michael Burry) ออกมาเตือนว่ากระแส AI อาจเป็นเพียงปรากฏการณ์ฟองสบู่ที่คล้ายคลึงกับยุคดอตคอม (dot-com bubble) ในช่วงปี 1999-2000 หลังจากมูลค่าตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี 7 แห่ง หรือ “Magnificent Seven” พุ่งทะลุ 23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใหญ่กว่าตลาดหุ้นทั้งหมดของประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ถึง 37 เท่า
ท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของเศรษฐกิจ AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจต้องเผชิญกับการคัดกรองครั้งใหญ่ แต่ภาพการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับพันล้านอย่างต่อเนื่องในภูมิภาค เป็นเครื่องยืนยันว่านักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายยังคงเชื่อมั่นในการมาถึงของ "ยุค AI" ซึ่งทันทีที่มีแอปพลิเคชันที่สามารถเจาะตลาดมวลชนได้อย่างแท้จริง ผลกระทบที่ตามมาจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจไปอย่างสิ้นเชิง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/lifestyle-culture/article/3354545/southeast-asia-chasing-ai-boom-what-cost?module=top_story&pgtype=section