.
ตุรกีเปิดตัวต้นแบบขีปนาวุธข้ามทวีปพิสัย 6,000 กม. ครอบคลุมยุโรป แอฟริกา และเอเชีย ส่งสัญญาณขยับบทบาทใน NATO ต่อหน้าสหรัฐฯ
8-5-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ประเทศตุรกี (Turkiye) เปิดตัวต้นแบบขีปนาวุธข้ามทวีป (Intercontinental Ballistic Missile - ICBM) เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพึ่งพาตนเองและก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักด้านการป้องกันประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและในกลุ่มพันธมิตรนาโต (NATO)
ขีปนาวุธ ICBM ดังกล่าวมีชื่อว่า Yildirimhan ซึ่งหมายถึง "สายฟ้า" ในภาษาตุรกี พัฒนาโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาของกระทรวงกลาโหม (Defence Ministry’s research and development centre) โดยมีการเผยโฉมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาในงานนิทรรศการด้านการป้องกันประเทศและอวกาศ SAHA 2026 Defence and Aerospace Exhibition ณ ศูนย์นิทรรศการ Istanbul Expo Centre
ความสำคัญและรายละเอียดทางเทคนิคของ Yildirimhan
ขีปนาวุธ Yildirimhan มีพิสัยทำการไกลถึง 6,000 กิโลเมตร (3,278 ไมล์) ซึ่งตามเกณฑ์ของสมาพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน (Federation of American Scientists) ขีปนาวุธนำวิถีที่มีพิสัยทำการเกิน 5,500 กิโลเมตร (ประมาณ 3,418 ไมล์) จะถูกจัดอยู่ในประเภท ICBM หากมีการยิงจากตุรกี Yildirimhan จะสามารถโจมตีเป้าหมายได้ครอบคลุมทั้งทวีปยุโรป แอฟริกา และเอเชีย
สำนักข่าว Anadolu (อานาโดลู) รายงานว่าขีปนาวุธ ICBM รุ่นนี้มีความเร็วสูงสุดที่ มัค 25 (Mach 25) หรือ 25 เท่าของความเร็วเสียง ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์จรวด 4 ชุด และใช้เชื้อเพลิงลิควิดไนโตรเจนเตโตรไซด์ (Liquid Nitrogen Tetroxide) โดยมีขีดความสามารถในการบรรทุกหัวรบน้ำหนัก 3,000 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตุรกียังไม่ได้เริ่มกระบวนการผลิตขีปนาวุธนี้ในเชิงอุตสาหกรรม
ยาซาร์ กือเลอร์ (Yasar Guler) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในงานนิทรรศการที่อิสตันบูลเมื่อวันอังคารว่า “ในยุคที่ต้นทุนทางเศรษฐกิจกลายเป็นอาวุธแบบอสมมาตร ตุรกีไม่ได้เสนอเพียงแค่ระบบอาวุธให้แก่พันธมิตรเท่านั้น แต่ยังมอบเทคโนโลยีและเศรษฐกิจความมั่นคงที่ยั่งยืนอีกด้วย”
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการเปิดตัว ICBM ของตุรกีมีความสำคัญในหลายมิติ ออซกูร์ อุนลูฮิซาร์ซิกือลี (Ozgur Unluhisarcikli) ผู้อำนวยการภูมิภาคของสถาบันคลังสมอง German Marshall Fund แห่งสหรัฐฯ กล่าวกับสำนักข่าว Al Jazeera (อัลจาซีรา) ว่า “ในมุมมองของผม ตุรกีไม่จำเป็นต้องมี ICBM เพื่อป้องปรามภัยคุกคามความมั่นคงในระยะประชิดที่กำลังเผชิญอยู่ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญสำหรับตุรกีจึงไม่ใช่ตัวขีปนาวุธ ICBM แต่คือขีดความสามารถในการผลิตขีปนาวุธดังกล่าว”
ด้าน บูรัก ยิลดิริม (Burak Yildirim) นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศในอิสตันบูล กล่าวว่า การออกแบบ ICBM มีความสำคัญทางอ้อมต่อความพยายามในการส่งจรวดสู่อวกาศของภาคพลเรือน โดยเฉพาะโครงการ Delta-V ซึ่งเป็นโครงการภาคพลเรือนและพาณิชย์ที่มีเป้าหมายในการส่งดาวเทียมของตุรกีเข้าสู่วงโคจรด้วยจรวดของตนเอง
“ฟิสิกส์ของการเข้าสู่วงโคจรและฟิสิกส์ของวิถีโคจรขีปนาวุธข้ามทวีปนั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด เทคโนโลยีมีความซ้อนทับกัน ในแง่นี้ ขีดความสามารถระดับ ICBM จึงเป็นผลพลอยได้ทางธรรมชาติของโครงการอวกาศที่จริงจัง แม้จะมีผลสืบเนื่องทางการเมืองตามมาก็ตาม” ยิลดิริมกล่าวกับ Al Jazeera พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่เผยโฉมในงาน SAHA 2026 เป็นเพียง "แนวคิด" ในรูปแบบของแบบจำลอง (Mock-up) เท่านั้น ยังไม่มีการยืนยันการทดสอบบิน ข้อกำหนดทางเทคนิคยังคงมีจำกัด และระบบย่อยที่สำคัญยังไม่ได้รับการเปิดเผยรายละเอียด แม้แต่ฐานทดสอบในอนาคตที่คาดการณ์กันว่าจะเป็นฐานทัพในโซมาเลีย (Somalia) ก็ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้น ดังนั้นนี่จึงเป็น "ความทะเยอทะยานที่ประกาศออกมา" ไม่ใช่ขีดความสามารถที่พร้อมใช้งานจริง
ขณะที่ อาลี บากีร์ (Ali Bakir) นักวิชาการอาวุโสจาก Middle East Council on Global Affairs มองว่าต้นแบบนี้ถือเป็นการก้าวกระโดดของรัฐบาลอังการา “การพัฒนานี้สัญลักษณ์ถึงการก้าวกระโดดของขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ตุรกีเข้าสู่กลุ่มประเทศเพียงไม่กี่แห่งที่มีเทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูงเช่นนี้ และยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างอำนาจการป้องปราม วางตำแหน่งตนเองเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาค”
แรงจูงใจเบื้องหลังการพัฒนา Yildirimhan
การเปิดตัวขีปนาวุธใหม่นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดรุนแรงในตะวันออกกลาง แม้จะมีการหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างคู่ขัดแย้งในสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่าน (US-Israel war on Iran) หลังจากมีการโจมตีโต้ตอบกันนาน 6 สัปดาห์ แต่การสู้รบทางเรือยังคงดำเนินอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากรัฐบาลเตหะราน (Tehran) ยังคงปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และสหรัฐฯ (US) บังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่าน ขณะที่อิสราเอลยังคงละเมิด "ข้อตกลงหยุดยิง" ในเลบานอน (Lebanon) และฉนวนกาซา (Gaza Strip)
ในเดือนมีนาคม เมื่ออิหร่านตอบโต้อิสราเอลและสหรัฐฯ ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลาง รัฐบาลอังการารายงานว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของ NATO ได้ยิงสกัดขีปนาวุธนำวิถีที่พุ่งเป้ามายังตุรกีเมื่อวันที่ 4 และ 9 มีนาคม โดยทางเตหะรานปฏิเสธว่าไม่ได้ยิงขีปนาวุธใส่ตุรกีและเสนอแนะว่าอิสราเอลอาจอยู่เบื้องหลังเพื่อการก่อวินาศกรรม
ในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนสงครามกับอิหร่านจะเริ่มขึ้น นัฟตาลี เบนเนตต์ (Naftali Bennett) อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เป็นนักการเมืองรายล่าสุดที่ประกาศว่าตุรกีเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล โดยกล่าวหาว่าตุรกีเป็นส่วนหนึ่งของแกนกลางในภูมิภาคที่ "คล้ายคลึงกับอิหร่าน" และเรียกร้องให้อิสราเอลต้องดำเนินการต่อทั้งภัยคุกคามจากเตหะรานและความเป็นศัตรูจากอังการาพร้อมกัน
อคติและความตึงเครียดระหว่างตุรกีและอิสราเอลรุนแรงขึ้นเมื่อ ประธานาธิบดีเรเจป ตอยยิบ แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdogan) วิพากษ์วิจารณ์สงครามล้างเผ่าพันธุ์ของอิสราเอลในกาซาอย่างรุนแรง โดยระบุว่า "เครือข่ายการล้างเผ่าพันธุ์ที่แปดเปื้อนเลือด" ยังคงสังหารผู้บริสุทธิ์โดยไม่สนใจคุณค่าความเป็นมนุษย์
อาลี บากีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความกลัวต่ออิสราเอลไม่ใช่ปัจจัยหลักในการพัฒนา ICBM แต่นโยบายนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของพรรคความยุติธรรมและการพัฒนา (Justice and Development Party - AKP) และประธานาธิบดีแอร์โดอัน เพื่อลดการพึ่งพาอุปกรณ์ป้องกันประเทศจากต่างชาติและสร้างอำนาจการป้องปรามที่เข้มแข็ง
บทบาทของตุรกีในฐานะกองกำลังทางทหารที่สำคัญ
ตุรกีเป็นที่ตั้งของกองทัพที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในกลุ่ม NATO และกลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายสำคัญ โดยพยายามสร้างการพึ่งพาตนเองทางทหารมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การก่อตั้งสำนักงานบริหารงานพัฒนาและสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (SaGeB) ในปี 1985
ปัจจุบันตุรกีมีผู้ผลิตอาวุธหลายพันรายครอบคลุมทั้งขีดความสามารถทางบก ทางอากาศ และทางเรือ โดยในปี 2025 การส่งออกด้านการป้องกันประเทศและอวกาศของตุรกีแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.005 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคืออากาศยานไร้คนขับ (UAV) รุ่น Bayraktar TB2 ซึ่งถูกส่งออกไปยังอย่างน้อย 31 ประเทศ รวมถึงยูเครน (Ukraine) และญี่ปุ่น (Japan) ตามข้อมูลของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI)
บูรัก ยิลดิริม ทิ้งท้ายว่า การประกาศโครงการ Yildirimhan คือการสื่อสารว่าตุรกีมองตนเองเป็นผู้เล่นระดับโลกที่สามารถปกป้องอธิปไตยของตนเองได้โดยไม่ต้องถูกบีบบังคับจากใครและจากที่ใดก็ตาม
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.aljazeera.com/news/2026/5/7/turkiye-unveils-its-first-intercontinental-ballistic-missile-what-we-know