.
โลกผวา “สงครามสายเคเบิล” หวั่นอิหร่านเดินตามรอยฮูตี เปิดแผนที่สายอินเทอร์เน็ตใต้น้ำอ่าวเปอร์เซีย เสี่ยงตัดเส้นเลือดดิจิทัลมูลค่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน
6-5-2026
Asia Times รายงานว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดจากการเผชิญหน้าทางทหารแบบดั้งเดิม ไปสู่ภัยคุกคามที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกหยุดชะงักในชั่วข้ามคืน เมื่อสื่อของรัฐบาลประเทศอิหร่าน (Iran) เริ่มแพร่กระจายแผนที่รายละเอียดสูงของเส้นทางสายเคเบิลใต้น้ำ (Undersea Cables) และสถานีรับส่งข้อมูลทั่วอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งนักวิเคราะห์จาก The Jerusalem Post ระบุว่านี่คือการส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนถึงแผนการวินาศกรรมโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตโลก
อินเทอร์เน็ตโลกกำลังเผชิญ “ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ” ของตัวเอง เมื่อสื่อของรัฐอิหร่าน (Iran) เริ่มเผยแพร่แผนที่เส้นทางสายเคเบิลใต้น้ำในอ่าวเปอร์เซียอย่างละเอียด ถูกมองว่าเป็นสัญญาณขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลซึ่งเชื่อมต่อเศรษฐกิจโลกเข้าไว้ด้วยกัน
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การโจมตีครั้งต่อไปต่อเศรษฐกิจโลกอาจไม่มาในรูปของขีปนาวุธ หรือการแฮ็กศูนย์ข้อมูล หากแต่อาจมาในรูป “ความเงียบ” — เมื่อสายเคเบิลไฟเบอร์ออปติกที่ทอดตัวอยู่บนพื้นอ่าวเปอร์เซียถูกตัดขาดอย่างกะทันหัน โดยมีลูกเรือของเรือลำหนึ่งอ้างว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุจากการลากสมอ
พัฒนาการล่าสุดในตะวันออกกลางควรทำให้ผู้กำหนดนโยบายไกลเกินภูมิภาคนี้ต้องตื่นตัว อิหร่านได้วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ไปแล้ว ทำให้การลำเลียงน้ำมันและก๊าซผ่านหนึ่งในเส้นทางพลังงานสำคัญที่สุดของโลกถูกบีบคั้น
ทว่ามีปฏิบัติการที่เงียบกว่านั้นและอาจมีผลสะเทือนมากกว่ากำลังดำเนินอยู่ สื่อที่เชื่อมโยงกับรัฐอิหร่านเริ่มเผยแพร่แผนที่เส้นทางสายเคเบิลใต้น้ำ ที่ตั้งสถานีรับสัญญาณขึ้นฝั่ง (landing stations) และศูนย์ข้อมูลในภูมิภาคทั่วอ่าวเปอร์เซียอย่างละเอียดตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2026 นักวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ The Jerusalem Post ประเมินว่า การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมีลักษณะสอดคล้องกับ “การเตรียมเป้าหมายโจมตี”
เพื่อให้เห็นความสำคัญของสัญญาณนี้ จำเป็นต้องเข้าใจข้อเท็จจริงหนึ่งที่มักทำให้หลายคนประหลาดใจ นั่นคือ แทบทุกการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตทั่วโลก — มากกว่า 97% — ไม่ได้เดินทางผ่านดาวเทียม แต่ส่งผ่านสายเคเบิลไฟเบอร์ออปติกที่วางอยู่บนพื้นมหาสมุทร
สายไฟเบอร์เหล่านี้ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าสายยางรดน้ำต้นไม้ รับน้ำหนักธุรกรรมทางการเงินทั่วโลกในแต่ละวันมูลค่าประมาณ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังการโอนเงินระหว่างธนาคาร การซื้อขายในตลาดหุ้น ระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง ไปจนถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังฝังตัวลึกลงในโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ดาวเทียม แม้ถูกมองว่าเป็นทางเลือกสำรองด้านเทคโนโลยี แต่ในความเป็นจริงไม่อาจรองรับปริมาณข้อมูลได้ใกล้เคียง หากสายเคเบิลหลักจำนวนมากเกิดเสียหายพร้อมกัน
ภูมิศาสตร์ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง ปัจจุบันมีระบบสายเคเบิลอย่างน้อย 17 เส้นพาดผ่านทะเลแดง (Red Sea) และยังมีอีกหลายเส้นตัดผ่านอ่าวเปอร์เซีย สายเหล่านี้ไม่ใช่ “สำรอง” แต่เป็นเส้นเลือดใหญ่หลักของอินเทอร์เน็ต ทั้งสองภูมิภาคกำลังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง และล้วนเป็น “คอขวด” ที่การตัดเพียงจุดเดียวในตำแหน่งเหมาะสมอาจส่งแรงสะเทือนไปทั่วทั้งทวีป
รูปแบบการโจมตีลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วพร้อมสัญญาณเตือนที่ชัดเจน เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2024 สถานีโทรทัศน์ BBC รายงานว่า กลุ่มฮูตี (Houthi) ในเยเมนได้เผยแพร่แผนปฏิบัติการบนแอป Telegram แสดงความตั้งใจจะโจมตีสายเคเบิลใต้น้ำที่เชื่อมยุโรปและเอเชียผ่านทะเลแดง
ในวันเดียวกัน นิตยสาร Foreign Policy วิเคราะห์ว่า แม้ฮูตีอาจไม่มีกำลังทางเทคนิคเพียงพอจะลงมือโจมตีสายเคเบิลได้ลำพัง แต่อิหร่านสามารถจัดหาอุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็นได้อย่างง่ายดาย คำเตือนครั้งนั้นทั้งชัดเจนและน่าเชื่อถือ แต่ประชาคมโลกส่วนใหญ่กลับเดินหน้าต่อราวกับว่าภัยคุกคามดังกล่าวไม่เคยมีอยู่
ไม่ถึงสามสัปดาห์หลังจากนั้น คำเตือนก็กลายเป็นจริง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2024 สายเคเบิลใต้น้ำ 4 เส้นที่เชื่อมซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) และจิบูตี (Djibouti) ถูกทำลายลง ฮูตีได้ส่งสัญญาณล่วงหน้า และในที่สุดสายเคเบิลก็ถูกก่อวินาศกรรม รูปแบบจึงชัดเจน: ส่งสัญญาณสาธารณะ แล้วตามด้วยการลงมือ
ทุกวันนี้ รูปแบบดังกล่าวกำลังเกิดซ้ำ — คราวนี้เป้าหมายอาจขยายจากการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคมาสู่โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมทั้ง “โลกดิจิทัล” สื่อที่เชื่อมโยงกับรัฐอิหร่านกำลังเผยแพร่แผนที่โครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำด้วยระดับรายละเอียดในแบบเดียวกับที่ฮูตีใช้ก่อนลงมือในปี 2024
ตะวันออกกลางซึ่งเคยเป็น “ศูนย์กลางพลังงาน” ของโลกกำลังผันตัวเป็น “ฮับด้านดิจิทัล” ด้วยเช่นกัน ปัจจุบันภูมิภาคนี้มีดาต้าเซ็นเตอร์มากกว่า 300 แห่งกระจายอยู่ใน 18 ประเทศ โดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Amazon, Microsoft และ Google ต่างลงทุนเม็ดเงินมหาศาลในศูนย์คลาวด์ที่ตั้งฐานในอ่าวเปอร์เซีย
หากสายเคเบิลที่ป้อนดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ถูกตัด ความเสียหายจะไม่ได้จำกัดแค่การส่งอีเมลสะดุด แต่จะทำให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์กลายเป็นทรัพย์สินที่ไม่สามารถใช้งานได้ในชั่วข้ามคืน และอาจลากเศรษฐกิจโลกล่มตามไปด้วย เพราะกิจกรรมจำนวนมหาศาลในชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่การทำธุรกรรมธนาคาร การลงทุน ไปจนถึงการค้าขาย ล้วนพึ่งพาอินเทอร์เน็ตแทบทั้งสิ้น
สิ่งที่ทำให้ภัยคุกคามนี้ยากต่อการยับยั้ง ก็คือสิ่งเดียวกับที่ทำให้อิหร่านมองว่ามันน่าใช้ นั่นคือ “ช่องว่างให้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้อย่างน่าเชื่อถือ” (plausible deniability) การยิงขีปนาวุธใส่เป้าหมายชัดเจนคือการรุกรานที่ไม่ต้องตีความ และย่อมก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ทางการเมืองและการทหารทันที
แต่เรือที่ลากสมอผ่านสายเคเบิลใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ คือสถานการณ์ที่คลุมเครือกว่ามาก เป็นเพียงอุบัติเหตุหรือไม่? เป็นเรือประมงที่แล่นออกนอกเส้นทาง? หรือเป็นกลุ่มตัวแทนที่ทำงานในนามของเตหะราน?
กว่าคำถามเหล่านี้จะได้รับคำตอบ — ในเมื่อเรือซ่อมสายเคเบิลไม่อาจเข้าไปปฏิบัติงานในเขตที่ยังคุกรุ่นด้วยความขัดแย้งได้อย่างปลอดภัย — ความเสียหายก็เกิดขึ้นไปแล้ว และภูมิภาคหนึ่งอาจถูกตัดขาดจากโครงข่ายอินเทอร์เน็ตนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
กรอบกฎหมายที่มีอยู่เพื่อป้องปรามการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้กลับอ่อนแชน่าตกใจ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea – UNCLOS) หากสายเคเบิลในน่านน้ำสากรถูกทำลาย อำนาจดำเนินคดีกับผู้กระทำจะตกอยู่ในมือ “ประเทศของผู้กระทำ” ไม่ใช่ประเทศเจ้าของสายเคเบิล
ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด: ไม่เคยมีชาติใดถูกดำเนินคดี ไม่มีกรณีตัดสายเคเบิลใต้น้ำครั้งใดถูกนำขึ้นศาล เมื่อรัฐต่าง ๆ ใช้กลุ่มตัวแทนในการลงมือ อย่างที่อิหร่านทำเป็นประจำ การพิสูจน์ตัวตนผู้กระทำยิ่งยากขึ้น และเกณฑ์สำหรับการตอบโต้ก็ไม่เคยถูกเติมเต็มอย่างชัดเจน
สหรัฐฯ (US) และพันธมิตรกว่า 20 ประเทศได้ลงนามใน New York Joint Statement ปี 2024 ว่าด้วยความมั่นคงของสายเคเบิลใต้ทะเล ยอมรับความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ทว่าการ “รับรู้” ไม่ได้เท่ากับการ “ยับยั้ง”
สิ่งที่จำเป็นในตอนนี้คือกรอบกฎหมายที่ “มีเขี้ยวเล็บ” ให้อำนาจแก่รัฐเจ้าของสายเคเบิลในการดำเนินการโดยตรงกับผู้ก่อเหตุโดยไม่ขึ้นกับสัญชาติ รวมทั้งกำหนดให้รัฐที่ให้การสนับสนุนรับผิดชอบต่อการโจมตีที่ดำเนินการผ่านตัวแทน
เนื่องจากสหรัฐฯ มีบทบาททางทหารในภูมิภาคอยู่แล้ว มาตรการหนึ่งที่สามารถดำเนินการได้ทันทีคือการจัดกำลังคุ้มกันสายเคเบิลใต้น้ำ เพื่อลดโอกาสการตัดสายโดยเจตนา กรณีฮูตีเคยเป็นสัญญาณชัดเจน: กลุ่มดังกล่าวส่งคำเตือน และในเวลาต่อมาสายเคเบิลก็ถูกทำลายจริง
วันนี้ อิหร่านกำลังส่งสัญญาณคล้ายกัน แต่อาจมีศักยภาพสร้างความเสียหายกว้างกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอินเทอร์เน็ตทั้งโลก คำถามเดียวที่ยังไม่มีคำตอบคือ วอชิงตันและพันธมิตรจะเลือกลงมือป้องกัน ก่อนที่ “ความเงียบ” จะมาถึงหรือไม่
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/05/the-internet-has-a-strait-of-hormuz-problem/