สมดุลนิวเคลียร์สั่นคลอน! จีนส่งJ-35AE ให้ปากีสถาน
สมดุลนิวเคลียร์สั่นคลอน! จีนเตรียมส่งออก J-35AE ให้ปากีสถาน เพิ่มขีดความสามารถโจมตีลึกถึงฐานทัพนิวเคลียร์อินเดีย
8-5-2026
Asia Times รายงานว่า รัฐบาลจีน (China) กำลังเตรียมการจัดส่งเครื่องบินขับไล่ล่องหน (Stealth Fighter) รุ่นล่าสุดให้กับประเทศปากีสถาน (Pakistan) ซึ่งนับเป็นความเคลื่อนไหวที่อาจมอบขีดความสามารถใหม่ในการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของประเทศอินเดีย (India) และส่งผลกระทบต่อสมดุลทางนิวเคลียร์ที่เปราะบางอยู่เดิมในภูมิภาคเอเชียใต้
รายงานจากสำนักข่าวเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ (SCMP) ระบุว่า สถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจของจีนได้ส่งสัญญาณถึงการเตรียมส่งออกเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 รุ่น J-35A โดยปรากฏภาพรุ่นส่งออกภายใต้รหัส J-35AE ที่เคลื่อนออกจากโรงเก็บเครื่องบินพร้อมเครื่องหมายของบรรษัทอุตสาหกรรมการบินแห่งประเทศจีน (AVIC) แทนที่จะเป็นเครื่องหมายของกองทัพอากาศจีน (PLAAF) โดยเครื่องบินรุ่นนี้ได้รับการติดตั้งระบบเป้าหมายอิเล็กโทร-ออปติคัล (EOTS) แบบครบวงจร ซึ่งบ่งชี้ถึงแพลตฟอร์มที่พร้อมสำหรับการสู้รบจริงและการส่งออก โดยคาดว่าปากีสถานจะเป็นลูกค้ารายแรกที่จัดซื้อในจำนวนประมาณ 40 เครื่อง
บทเรียนจากสมรภูมิและยุทธวิธีทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ
แม้ว่าเครื่องบินรุ่น J-10C ของปากีสถานจะถูกอ้างว่าสามารถยิงเครื่องบิน Rafale ของอินเดียตกในการปะทะเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้เผยให้เห็นข้อจำกัดของเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 นอกจากนี้ ระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะไกล S-400 ของอินเดียยังสามารถยิงเครื่องบินปากีสถานตกได้เช่นกัน
นักวิเคราะห์ความมั่นคงระบุว่า ปากีสถานอาจนำโมเดล "ปฏิบัติการไรซิ่งไลออน" (Operation Rising Lion) ในเดือนตุลาคม 2025 มาปรับใช้ ซึ่งในครั้งนั้นเครื่องบิน F-35I ของอิสราเอล (Israel) ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องบินยุคที่ 5 ในการทะลวงระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ (IADS) ของอิหร่าน (Iran) จนสามารถครองอากาศได้ภายใน 4 วัน และทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ของอิหร่านลงได้
หากพิจารณาผ่านมุมมองนี้ J-35AE จะช่วยให้ปากีสถานมีทางเลือกในการใช้กำลังรบตามแบบ (Conventional Counterforce) เพื่อทำลายคลังอาวุธนิวเคลียร์ของอินเดีย โดยในรายงานของมูลนิธิสังเกตการณ์วิจัย (ORF) เมื่อเดือนมีนาคม 2026 ระบุว่าอินเดียเองก็เคยใช้ขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง BrahMos โจมตีฐานทัพอากาศนูร์ข่าน (Nur Khan) ของปากีสถาน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์บัญชาการแผนยุทธศาสตร์ที่ควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อส่งสัญญาณว่าอินเดียสามารถ "ตัดหัว" (Decapitate) ระบบสั่งการนิวเคลียร์ของปากีสถานได้เช่นกัน
ความเสี่ยงต่อการยกระดับความขัดแย้ง
นายราเกช สูต (Rakesh Sood) อดีตทูตอินเดีย เตือนในรายงานของสถาบันคาร์เนกี (CEIP) ว่าการมีขีดความสามารถใหม่นี้อาจผลักดันให้วิกฤตการณ์ในอนาคตพุ่งสูงขึ้นตาม "ลำดับการยกระดับ" (Escalation Ladder) โดยเฉพาะเมื่อปากีสถานมีนโยบายทางนิวเคลียร์ที่คลุมเครือและมีเกณฑ์การตัดสินใจใช้ที่ต่ำกว่าอินเดีย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) พบว่าในช่วงปี 2021-2025 จีนยังคงเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก (ร้อยละ 5.6) ซึ่งยังคงตามหลังสหรัฐฯ (ร้อยละ 42) อยู่มาก นักวิชาการมองว่าข้อจำกัดของจีนมาจากการที่จีนไม่มีพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการ และอาวุธของจีนยังไม่ผ่านการทดสอบในสนามรบขนาดใหญ่อย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าการปะทะในปี 2025 จะช่วยรับรองประสิทธิภาพได้บางส่วนก็ตาม
นัยเชิงยุทธศาสตร์: คีมเหล็กสองด้านบีบอินเดีย
ท้ายที่สุดแล้ว การเปิดตัว J-35AE คือการส่งสัญญาณถึงความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นระหว่างปากีสถานและจีน ซึ่งจะทำให้อินเดียตกอยู่ในสภาวะสงครามสองด้าน (Two-front War) ทั้งในแคชเมียร์ (Kashmir) และพื้นที่พิพาทในเทือกเขาหิมาลัย (Himalayas) โดยต้องเผชิญกับคู่ปรับนิวเคลียร์สองประเทศพร้อมกัน
สภาวะ "คีมยุทธศาสตร์" นี้กำลังบีบรัดอินเดียอย่างหนัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการสนับสนุนจากพันธมิตรเดิมอย่างรัสเซีย (Russia) และความสัมพันธ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) การส่งออก J-35AE จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโฉมหน้ากำลังทางอากาศในเอเชียใต้ แต่ยังทำให้การคำนวณยุทธศาสตร์ป้องปรามนิวเคลียร์ของอินเดียซับซ้อนและเสี่ยงอันตรายเกินกว่าจะทดสอบในภาวะวิกฤต
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/05/chinas-j-35ae-for-pakistan-risks-nuclear-escalation-with-india/