.
ปานามาเดือด ทรัมป์ใช้เป็นฐานฝึกทหาร–เสริมกำลังสหรัฐฯ ละตินอเมริกาหวั่นถูกใช้เป็นสนามรบใหม่ ท่ามกลางคำขู่ยึดคลองปานามาคืน
7-5-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สหรัฐฯ (US) กำลังแสดงแสนยานุภาพทางทหารในประเทศปานามา (Panama) ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กำลังดำเนินนโยบาย "ความเป็นใหญ่ของอเมริกา" (American dominance) ผ่านการเสริมกำลังทหารครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
กองทัพสหรัฐฯ ได้ฉวยความได้เปรียบจากสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยงูพิษ งูเหลือม และแมลงกัดต่อย เพื่อฟื้นฟูโรงเรียนฝึกรบในป่าดิบชื้น (Jungle training school) ในปานามาขึ้นมาอีกครั้งหลังจากระงับไปนานถึง 25 ปี บทเรียนเรื่องการเอาตัวรอดในป่า การอพยพทางการแพทย์ และการลาดตระเวนที่ถ่ายทอดสู่ทหารบก ทหารเรือ และนาวิกโยธิน ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญยิ่ง เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ส่งสัญญาณพร้อมโจมตีหัวหน้ากลุ่มค้ายาเสพติดในเม็กซิโก หรือการทลายระบบป้องกันของประเทศคิวบา (Cuba) ซึ่งคำเตือนเหล่านี้ดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นหลังจากความสำเร็จในการจับกุมตัว นีกโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ของเวเนซุเอลาได้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ภารกิจนี้เป็นการฝึกร่วมกับกองกำลังปานามาเพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการรบในป่า โดยความเสี่ยงได้เพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) เปิดเผยยุทธศาสตร์ความมั่นคงเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งเขายืนยันว่าจะสร้าง "ความเป็นใหญ่ของอเมริกาในซีกโลกตะวันตก" นอกจากนี้เขายังเสนอแนวคิดในการโจมตีห้องแล็บผลิตยาเสพติด ผลักดันการเปลี่ยนระบอบการปกครองในคิวบา และพิจารณาการใช้กำลังเพื่อยึดคืนคลองปานามา (Panama Canal)
อลัน แมคเฟอร์สัน (Alan McPherson) นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทมเปิล (Temple University) ระบุว่านี่คือวิธีที่ทำให้ชาวลาตินอเมริการู้ว่าสหรัฐฯ กลับมาในฐานะกองกำลังทางทหารอีกครั้ง โดยมองว่าการรื้อฟื้นการฝึกในป่าเป็นส่วนหนึ่งของ "ลัทธิมอนโร" (Monroe Doctrine) ในฉบับของทรัมป์ที่ผสมผสานระหว่างการขู่ใช้กำลังทหาร การข่มขู่ทางเศรษฐกิจ และแรงกดดันทางการทูตเพื่อให้ประเทศต่างๆ ยอมสยบต่อความต้องการของสหรัฐฯ
ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้สั่งการให้มีการเสริมกำลังทางทหารในลาตินอเมริกาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อประกันการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญ อาทิ น้ำมัน ลิเธียม และแร่ธาตุหายาก (Rare-earth metals) รวมถึงการปกป้องเส้นทางการเดินเรือ ต่อสู้กับแก๊งค้ายาเสพติด ยับยั้งการย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมาย และตอบโต้ความพยายามของประเทศจีน (China) ในการขยายอิทธิพลในภูมิภาคมาตลอดสองทศวรรษ
นอกเหนือจากการร่วมมือกับปานามาแล้ว รัฐบาลทรัมป์ยังได้ลงนามในข้อตกลงกับเอลซัลวาดอร์ (El Salvador) เรื่องการเนรเทศ และประเทศปารากวัย (Paraguay) เรื่องการขยายปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ โดยนับตั้งแต่เดือนกันยายน โดรนและเครื่องบินเจ็ตของสหรัฐฯ ได้โจมตีเรือขนาดเล็กหลายสิบลำในทะเลแคริบเบียน (Caribbean) โดยกล่าวหาว่าขนส่งยาเสพติด ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีประมาณ 200 ราย
ในเดือนมีนาคม กองกำลังสหรัฐฯ ได้สนับสนุนประเทศเอกวาดอร์ (Ecuador) ในการทิ้งระเบิดค่ายค้ายาเสพติดใกล้ชายแดนประเทศโคลอมเบีย (Colombia) และในเดือนต่อมา ประธานาธิบดี ดาเนียล โนโบอา (Daniel Noboa) แห่งเอกวาดอร์กล่าวว่าเขาพร้อมต้อนรับทหารสหรัฐฯ เพื่อช่วยต่อสู้กับกลุ่มค้ายาเสพติด ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดด้วยการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการต่อผู้ว่าการรัฐซินาลัว (Sinaloa) ของเม็กซิโก ในข้อหาสมคบคิดกับกลุ่มค้ายาเสพติด ซึ่งสร้างความลำบากใจให้แก่ประธานาธิบดี เคลาเดีย เชนบอม (Claudia Sheinbaum) แห่งเม็กซิโก ระหว่างการยอมตามทรัมป์หรือการปกป้องอธิปไตยของเม็กซิโก
แม้ความสนใจทางการทหารของทรัมป์จะหันไปทางประเทศอิหร่าน (Iran) นับตั้งแต่สั่งโจมตีเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่การรุกหนักในลาตินอเมริกายังคงดำเนินต่อไป โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เปิดเผยการตรวจสอบเกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมยาเสพติดโดยผู้นำคอมมิวนิสต์ของคิวบา และการตรวจสอบในลักษณะเดียวกันต่อประธานาธิบดี กุสตาโว เปโตร (Gustavo Petro) ผู้นำฝ่ายซ้ายของโคลอมเบีย
พันเอก คีธ เบเนดิกต์ (Keith Benedict) แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าการฝึก ระบุว่าเป้าหมายสำคัญคือการป้องกันมาตุภูมิและซีกโลกตะวันตก เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้มีสภาพเป็นป่าดิบชื้น โดยในการฝึกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทหารสหรัฐฯ ได้ฝึกทักษะการเอาตัวรอดและการใช้อาวุธพื้นฐานร่วมกับทหารปานามา
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ความบาดหมางระหว่างสองประเทศยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะคำขู่ของทรัมป์ที่จะยึดคืนคลองปานามา ซึ่งเขาอ้างว่าจีนเป็นผู้ควบคุมเส้นทางน้ำนี้ ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งย้อนกลับไปเมื่อ 37 ปีที่แล้ว เมื่อประธานาธิบดี จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (George H.W. Bush) สั่งจับกุม มานูเอล โนรีเอกา (Manuel Noriega) ผ่านปฏิบัติการทางทหารที่ส่งผลให้ชาวปานามาเสียชีวิตจำนวนมาก
เควิน มารีโน คาเบรรา (Kevin Marino Cabrera) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำปานามา ซึ่งเป็นคนสนิทของนาย มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่างานของเขาคือการนำวาระของประธานาธิบดีทรัมป์มาทำให้เกิดผลปฏิบัติจริง ขณะที่ ฟรัง อาเบรโก (Frank Ábrego) รัฐมนตรีความมั่นคงของปานามา แม้จะยืนยันว่าปานามาจะไม่ยอมเสียอธิปไตยเหนือคลอง แต่เขาก็ยอมรับว่าความร่วมมือกับสหรัฐฯ นั้นช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนต่างชาติ เนื่องจากร้อยละ 75 ของสินค้าที่ผ่านคลองปานามาเชื่อมโยงกับการนำเข้าและส่งออกของสหรัฐฯ
ในทางกลับกัน นักกิจกรรมในท้องถิ่นอย่าง โฮเซ กอนซาเลซ (José González) และผู้นำฝ่ายค้าน ริการ์โด ลอมบานา (Ricardo Lombana) ต่างวิจารณ์ว่าการขยายฐานทัพของสหรัฐฯ และการยอมตามคำขอของทรัมป์มากเกินไปของประธานาธิบดี โฮเซ ราอูล มูลีโน (José Raúl Mulino) กำลังทำให้ปานามาเสียอธิปไตยและเสี่ยงต่ออันตรายจากนโยบายที่ไม่แน่นอนของรัฐบาลทรัมป์ โดยผลสำรวจระบุว่าชาวปานามากว่าร้อยละ 70 เชื่อว่าคำขู่ยึดคืนคลองของทรัมป์เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นจริง และร้อยละ 83 ยืนยันว่าคลองปานามาควรอยู่ในมือของปานามาต่อไป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/features/2026-05-05/trump-s-military-buildup-in-panama-puts-latin-america-on-edge