.
รัสเซียเพิ่มเงินสำรองฉุกเฉินครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งปี ซื้อเงินตราต่างประเทศ-ทองคำเข้ากองทุนมั่งคั่ง 1.1 แสนล้านรูเบิล รับอานิสงส์ราคาน้ำมันพุ่งฟื้นคลังสำรอง
7-5-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) ได้กลับมาดำเนินการจัดซื้อเงินตราต่างประเทศและทองคำเพื่อสมทบเข้าสู่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (National Wellbeing Fund) อีกครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง (Middle East) ได้ช่วยเพิ่มพูนรายได้จากการส่งออกพลังงาน
กระทรวงการคลังในกรุงมอสโก (Moscow) แถลงเมื่อวันพุธว่า ในเดือนพฤษภาคมนี้ ทางกระทรวงฯ จะจัดซื้อเงินตราต่างประเทศและทองคำมูลค่ารวม 1.1 แสนล้านรูเบิล (110 billion rubles) หรือประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตัวเลขดังกล่าวยังรวมถึงปฏิบัติการที่ล่าช้ามาจากเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวตอกย้ำถึงผลกำไรที่อาจเกิดขึ้นอย่างมหาศาลสำหรับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) จากความขัดแย้งที่จุดฉนวนขึ้นโดยการที่ประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) โจมตีประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐบาลมอสโกสามารถเติมเงินเข้าสู่คลังของรัฐ หลังจากที่ต้องใช้จ่ายทุนสำรองเผื่อฉุกเฉินไปมากกว่าครึ่งหนึ่งเพื่อสนับสนุนการรุกรานประเทศยูเครน (Ukraine)
ภายใต้กฎการคลังของรัสเซีย รายได้ส่วนเกินจากการขายพลังงานจะถูกเก็บสะสมไว้เมื่อราคาส่งออกน้ำมันของรัสเซียสูงกว่า 59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่จะมีการดึงเงินจากกองทุนออกมาเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเมื่อราคาน้ำมันลดลงต่ำกว่าระดับดังกล่าว ทั้งนี้ ในช่วงสองเดือนแรกของปี รัสเซียได้ใช้จ่ายเงินจากกองทุนไปประมาณ 4.19 แสนล้านรูเบิล เพื่อชดเชยรายได้จากน้ำมันที่อ่อนตัวลง
จากข้อมูลของกระทรวงการคลังเมื่อวันพุธระบุว่า สินทรัพย์ที่พร้อมใช้งานของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติมีมูลค่ารวม 3.6 ล้านล้านรูเบิล ณ วันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งลดลงร้อยละ 14 จากเดือนมกราคม และต่ำกว่าระดับก่อนการรุกรานยูเครนถึงประมาณร้อยละ 60
ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผู้กำหนดนโยบายได้วางแผนที่จะลดระดับเกณฑ์ราคาน้ำมันลงเพื่อชะลอการร่อยหรอของทุนสำรอง และได้ระงับปฏิบัติการภายใต้กฎการคลังไว้จนถึงเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าถูกระงับไปเนื่องจากความต้องการและราคาน้ำมันของรัสเซียพุ่งสูงขึ้น หลังจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในขณะที่สหรัฐฯ ได้ผ่อนคลายแรงกดดันจากการคว่ำบาตรลงชั่วคราว
ทางด้านความเห็นจาก บลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ (Bloomberg Economics) โดย เอคาเทรินา วลาโซวา (Ekaterina Vlasova) นักเศรษฐศาสตร์ด้านภูมิภาคยุโรปกลางและตะวันออก (CEE) และรัสเซีย ระบุว่า:
“ในกรณีฐาน เราคาดว่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งจะช่วยชดเชยการลดลงในไตรมาสแรกได้มากกว่าที่เสียไป ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะช่วยให้รัฐบาลสามารถเลื่อนการตัดสินใจด้านการคลังที่ไม่เป็นที่นิยมออกไปได้จนถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งถือเป็นเส้นชีวิตที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจที่เคยเกือบจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในไตรมาสแรก”
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมอสโกยังคงระมัดระวังว่าสภาวะที่เอื้ออำนวยนี้อาจเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น และกำลังพิจารณาที่จะลดเกณฑ์ราคาน้ำมันสำหรับการเติมเงินเข้ากองทุนลงตั้งแต่ปีหน้า แม้ว่าการดำเนินการดังกล่าวจะจำกัดพื้นที่สำหรับการใช้จ่ายงบประมาณในอนาคต แต่นาย อันตอน สิอิลูอานอฟ (Anton Siluanov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ย้ำหลายครั้งว่า ลำดับความสำคัญคือการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งหมายถึงการลดการพึ่งพาราคาน้ำมันและสร้างความมั่นใจว่าทุนสำรองจะมีเพียงพอสำหรับครอบคลุมตลาดพลังงานที่อ่อนตัวลงได้อย่างน้อยสามปี
ความเสี่ยงเพิ่มเติมยังรวมถึงการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออกจากกลุ่มโอเปก (OPEC) ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลวัตของอุปทานในอนาคต โดยนายสิอิลูอานอฟ (Siluanov) ได้กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “วันนี้เป็นที่ชัดเจนว่าตลาดถูกจำกัดโดยการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่จะเกิดอะไรขึ้นในวันพรุ่งนี้?”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-05-06/russia-bolsters-rainy-day-fund-for-first-time-in-almost-a-year