เหตุใดยุโรปจึงหันมาทุ่มเดิมพันครั้งใหญ่กับ “โดรน”
เหตุใดยุโรปจึงหันมาทุ่มเดิมพันครั้งใหญ่กับ “โดรน”
16-7-2026
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยุโรปได้เร่งเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารเพื่อตอบสนองต่อการรุกรานยูเครนของรัสเซีย แต่ในปัจจุบัน การลงทุนด้านกลาโหมกำลังมุ่งไปสู่เทคโนโลยีหนึ่งที่ถูกมองว่า จะเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงของยุโรปในอนาคต นั่นคือ "โดรน" เพียงในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประกาศนโยบายและการลงทุนหลายรายการที่สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น
NATO เปิดตัวโครงการพัฒนาเทคโนโลยีโดรนครั้งใหม่ สหราชอาณาจักรจัดสรรงบประมาณหลายพันล้านปอนด์เพื่อพัฒนาโดรนและระบบต่อต้านโดรน เยอรมนีเดินหน้าจัดหาโดรนจำนวน 50,000 ลำ เพื่อส่งมอบให้ยูเครน
ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีกลาโหม Helsing ได้รับการประเมินมูลค่ากิจการสูงถึง 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พัฒนาการเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแนวคิดด้านการทหาร โดย โดรนและระบบอัตโนมัติ กำลังเปลี่ยนสถานะจากอุปกรณ์เฉพาะทางในสนามรบ มาเป็นองค์ประกอบหลักของสงครามยุคใหม่
แนวโน้มดังกล่าวกำลังสร้างโอกาสทางธุรกิจ ไม่เพียงแก่ผู้ผลิตโดรนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทที่พัฒนา AI ซอฟต์แวร์ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีความปลอดภัยสูง
ลอเรดานา มูฮาร์เรมี นักวิเคราะห์จาก Morningstar ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า "สงครามในอนาคตกำลังพัฒนาไปสู่สนามรบแบบหลายชั้น (layered battlefield) ตัวอย่างเช่น รถถังจะไม่ได้มีหน้าที่เพียงยิงกระสุนอีกต่อไป แต่จะสามารถปล่อยโดรน รับข้อมูลการกำหนดเป้าหมายแบบเรียลไทม์จากดาวเทียมและอากาศยานไร้คนขับ แลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยรบอื่นทั่วสนามรบ และปฏิบัติการในฐานะส่วนหนึ่งของเครือข่ายการรบที่เชื่อมโยงถึงกัน"
บทเรียนจากยูเครนกำลังเปลี่ยนรูปแบบของสงคราม
สงครามในยูเครน รวมถึงการที่อิหร่านนำ โดรน Shahed ราคาประหยัด มาใช้ในตะวันออกกลาง ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำคัญของโดรนต้นทุนต่ำที่ขับเคลื่อนด้วย AI
โดรนเหล่านี้สามารถ ลาดตระเวนและรวบรวมข่าวกรอง เพิ่มระยะโจมตีของอาวุธแบบดั้งเดิม ปฏิบัติภารกิจได้อย่างอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อย ๆ
บทเรียนจากสนามรบเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดหาอาวุธของประเทศต่าง ๆ ในยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ
NATO ประกาศก้าวสู่ยุค "พร้อมรบด้วยโดรน"
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ประกาศว่า พันธมิตรทางทหารแห่งนี้กำลังมุ่งสู่การเป็น "กองกำลังที่พร้อมปฏิบัติการด้วยโดรน" (drone-ready) พร้อมเปิดตัวโครงการใหม่ที่จะทำให้ประเทศสมาชิกลงทุนด้านระบบต่อต้านโดรนรวมกันมากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า
รุตเตอระบุว่า โดรนได้ "เปลี่ยนโฉมหน้าของสงครามสมัยใหม่โดยสิ้นเชิง" และกลายเป็น ปัจจัยชี้ขาดในสนามรบ โดยยกสงครามรัสเซีย–ยูเครนเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ในอีกด้านหนึ่ง สหราชอาณาจักร ก็เดินหน้าลงทุนในระบบอาวุธอัตโนมัติอย่างจริงจังเช่นกัน ภายใต้ แผนการลงทุนด้านกลาโหม (Defence Investment Plan) ที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนมิถุนายน รัฐบาลอังกฤษได้จัดสรรงบประมาณ 5,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 6,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับโครงการ "UK Drone Transformation" ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพของกองทัพอังกฤษด้วยเทคโนโลยีโดรน
เยอรมนีจัดหาโดรน 50,000 ลำให้ยูเครน ขณะเดียวกัน เยอรมนีก็กำลังขยายการสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บริษัทซอฟต์แวร์ด้านกลาโหม Auterion และผู้ผลิตโดรนสัญชาติยูเครน Skyfall ประกาศว่า ได้รับคำสั่งซื้อโดรนจำนวน 50,000 ลำ มูลค่า 90 ล้านยูโร จากประเทศสมาชิก NATO ในยุโรป
โดรนทั้งหมดจะติดตั้งระบบปฏิบัติการของ Auterion แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องยืนยันกับ CNBC ว่า ประเทศผู้สั่งซื้อดังกล่าวคือ เยอรมนี
ลอเรนซ์ ไมเออร์ (Lorenz Meier) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Auterion กล่าวว่า "นี่เป็นสงครามครั้งแรกของโลกที่โดรนมีจำนวนมากพอจนกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสู้รบ" "ซอฟต์แวร์" กำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญไม่แพ้ตัวโดรน ไมเออร์มองว่า ในสนามรบยุคใหม่ ซอฟต์แวร์กำลังมีบทบาทสำคัญไม่แพ้อาวุธ
ระบบปฏิบัติการของ Auterion ช่วยให้โดรนยังสามารถโจมตีเป้าหมายได้ แม้ฝ่ายตรงข้ามจะใช้ระบบ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) เพื่อรบกวนสัญญาณ เขาอธิบายว่า "ระบบของเราช่วยให้โดรนยังคงพุ่งเข้าชนเป้าหมายได้ แม้เป้าหมายนั้นจะมีเครื่องรบกวนสัญญาณ (Jammer) เพราะที่ผ่านมา เมื่อสัญญาณวิดีโอถูกตัดขาด โดรนก็มักจะพลาดเป้าหมาย"
นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ยังช่วยให้โดรนสามารถโจมตีเป้าหมายที่อยู่ ต่ำกว่าระดับขอบฟ้าของคลื่นวิทยุ (radio horizon) ได้ เช่น เมื่อโดรนบินลดระดับลงสู่หุบเขา ซึ่งปกติจะสูญเสียการติดต่อกับผู้ควบคุม
ในอนาคต Auterion ยังเตรียมเปิดตัวซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติการ ควบคุมฝูงโดรนหลายลำพร้อมกัน (drone swarm) แทนการบังคับโดรนทีละลำเหมือนในปัจจุบัน
ความสนใจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยูเครน
แม้คำสั่งซื้อครั้งล่าสุดจะมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนยูเครน แต่ไมเออร์เปิดเผยว่า เทคโนโลยีของบริษัทกำลังได้รับความสนใจจากกองทัพหลายประเทศ
ได้แก่
เยอรมนี
นอร์เวย์
สหราชอาณาจักร
ฝรั่งเศส
สะท้อนให้เห็นว่า หลายประเทศในยุโรปกำลังเร่งปรับเปลี่ยนกองทัพของตนให้รองรับสงครามยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์
อีกหนึ่งแนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือ การใช้โดรนราคาประหยัดร่วมกับอาวุธมูลค่าสูง
แทนที่จะใช้โดรนเป็นอาวุธหลักเพียงอย่างเดียว กองทัพหลายประเทศเริ่มใช้โดรนจำนวนมากเพื่อ เบี่ยงเบนความสนใจหรือทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้ามรับมือไม่ทัน ก่อนที่อาวุธหลักซึ่งมีราคาแพงกว่า จะเข้าทำลายเป้าหมายอย่างแม่นยำ
ผู้ชนะไม่ได้มีแค่ผู้ผลิตโดรน
การขยายบทบาทของโดรนและระบบอาวุธอัตโนมัติไม่ได้สร้างโอกาสเฉพาะให้กับบริษัทผู้ผลิตอากาศยานไร้คนขับเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ความต้องการเทคโนโลยีที่ใช้ควบคุมและประสานการทำงานของโดรนแบบเรียลไทม์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ลอเรดานา มูฮาร์เรมี นักวิเคราะห์จาก Morningstar ระบุว่า เทคโนโลยีที่ได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่
ระบบสื่อสารที่มีความปลอดภัยสูง
ซอฟต์แวร์บริหารจัดการสนามรบ (Battle Management Software)
ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ระบบข่าวกรองจากดาวเทียม
เซ็นเซอร์ขั้นสูง
ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare)
เธอกล่าวว่า "ด้วยเหตุนี้ บริษัทที่มีศักยภาพในการผลิตอุปกรณ์ทางทหาร พร้อมทั้งมีความเชี่ยวชาญด้านระบบอัตโนมัติ การป้องกันภัยทางอากาศ เซ็นเซอร์ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีอวกาศ จึงมีแนวโน้มจะได้รับส่วนแบ่งจากงบประมาณด้านกลาโหมในอนาคต"
กล่าวอีกนัยหนึ่ง อนาคตของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผลิตอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์และเครือข่ายข้อมูลที่เชื่อมโยงอาวุธทุกชนิดเข้าด้วยกัน
งบกลาโหมยุโรปพุ่งไม่หยุด ข้อมูลของ McKinsey ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา งบประมาณด้านกลาโหมหลักของยุโรปเพิ่มขึ้น เป็นสองเท่า หากประเทศสมาชิก NATO สามารถดำเนินการตามเป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่ 3.5% ของ GDP ภายในปี 2035
งบประมาณกลาโหมของยุโรปอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 800,000 ล้านยูโรภายในปี 2030 หรือคิดเป็นประมาณ 2.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เม็ดเงินมหาศาลนี้กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยีขั้นสูง
เงินทุนไหลเข้าสตาร์ทอัพกลาโหม ไม่เพียงแต่งบประมาณของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น การลงทุนของกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ในบริษัทเทคโนโลยีกลาโหมก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน
McKinsey ระบุว่าในปี 2025 จำนวนธุรกรรมการลงทุนด้านเทคโนโลยีกลาโหมทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือ เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่เงินลงทุนในสตาร์ทอัพด้านกลาโหมของยุโรป เพิ่มขึ้นจากเพียงประมาณ 200 ล้านยูโรในปี 2021เป็น2,600 ล้านยูโรในปี 2025
สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่า เทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศกำลังกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตสูงที่สุดของทวีป
Helsing ดาวรุ่งแห่งอุตสาหกรรมกลาโหมยุโรป หนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากกระแสดังกล่าว คือ Helsing สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีกลาโหมจากนครมิวนิก ประเทศเยอรมนี
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บริษัทประกาศระดมทุนรอบใหม่ ซึ่งทำให้มูลค่ากิจการพุ่งขึ้นสู่ระดับ
18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำสถานะของ Helsing ในฐานะหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีกลาโหมที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนมากที่สุดในยุโรป Helsing พัฒนาเทคโนโลยีหลากหลายด้าน ทั้ง
โดรนทางทหาร
ระบบตรวจการณ์ใต้น้ำ
อาวุธอัตโนมัติ
ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบอัตโนมัติสำหรับการใช้งานทางทหาร
อนาคตของสงครามกำลังเปลี่ยนไป
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ยุโรปกำลังปรับแนวคิดด้านความมั่นคงครั้งใหญ่
ในอดีต ความได้เปรียบทางทหารถูกวัดจากจำนวนรถถัง เครื่องบินรบ หรือเรือรบที่แต่ละประเทศครอบครอง
แต่ในสงครามยุคใหม่ ความได้เปรียบกลับขึ้นอยู่กับว่า ใครสามารถรวบรวม วิเคราะห์ และส่งต่อข้อมูลได้รวดเร็วกว่าคู่ต่อสู้ รวมถึงใครสามารถประสานการทำงานของโดรน ระบบอัตโนมัติ และอาวุธทุกชนิดให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ด้วยเหตุนี้ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของยุโรปจึงกำลังเดิมพันว่า อนาคตของสงครามจะไม่ได้ตัดสินกันด้วยแสนยานุภาพของอาวุธเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติ ไม่แพ้กำลังรบแบบดั้งเดิม.
ที่มา CNBC