ยุโรปปฏิวัติระบบความมั่นคงตั้งกลุ่มพันธมิตรมิสไซล์
ยุโรปปฏิวัติระบบความมั่นคง เมื่อ 10 ชาติ ตั้งกลุ่มพันธมิตรมิสไซล์ จับมือสลัดเงาอิทธิพลทางทหารของสหรัฐฯ รับศึกรัสเซีย
16-7-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ยุโรปเดินหน้าสร้าง “โล่ป้องกันขีปนาวุธ” ลูกใหม่ภายใต้เงาสงครามรัสเซีย–ยูเครน เมื่อเก้าประเทศยุโรปและยูเครนประกาศตั้งพันธมิตร Integrated Anti-Ballistic Missile Coalition เพื่อพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธของยุโรปด้วยตนเอง แทนการพึ่งพาอย่างหนักต่อยุทโธปกรณ์ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ
การประกาศเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดของกลุ่ม “Coalition of the Willing” ซึ่งมีสมาชิก 35 ประเทศนำโดยสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ที่ร่วมกันประสานการสนับสนุนทางทหารต่อยูเครนมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 และอยู่ระหว่างการหารือรูปแบบหลักประกันความมั่นคงหากมีข้อตกลงสันติภาพในอนาคต โดยผู้นำรัฐและรัฐบาลราว 25 ประเทศเข้าร่วมการประชุมที่กรุงปารีส ซึ่งยังครอบคลุมประเด็นการจัดส่งอาวุธเพิ่มเติม มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย และการสนับสนุนภาคพลังงานของยูเครนก่อนถึงฤดูหนาว
แถลงการณ์ร่วมของพันธมิตรใหม่ระบุว่า เป้าหมายคือการสร้าง “สถาปัตยกรรมป้องกันขีปนาวุธแบบบูรณาการ” ผ่านความพยายามร่วมกันและการแบ่งปันศักยภาพทางอุตสาหกรรมระหว่างประเทศสมาชิก แม้จะถูกกำหนดกรอบว่าเป็นพันธมิตร “เพื่อการป้องกันโดยแท้จริง” แต่บริบทของสงครามก็ชี้ชัดว่า แคมเปญยิงขีปนาวุธของรัสเซียใส่ยูเครนได้เผยให้เห็นความพร่องของระบบป้องกันยุโรป รวมถึงการพึ่งพาจรวดสกัดกั้นราคาแพงและขาดแคลนที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ทำให้ทวีปยุโรปยังผูกติดกับ “น้ำใจทางยุทธศาสตร์” จากวอชิงตันในระดับสูง
สมาชิกผู้ก่อตั้ง 10 ประเทศที่ลงนามในแผนสร้างโล่ป้องกันขีปนาวุธประกอบด้วย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สเปน สวีเดน สหราชอาณาจักร และยูเครน รวมทั้งประเทศที่มีกำลังผลิตด้านกลาโหมระดับแนวหน้าในยุโรป และยูเครนซึ่งเป็นประเทศเดียวในทวีปที่มีประสบการณ์จริงในการสู้รบภายใต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธจำนวนมาก ขณะเดียวกัน การที่โปแลนด์ กลุ่มประเทศบอลติก ฟินแลนด์ และสหรัฐฯ ไม่อยู่ในรายชื่อผู้ลงนามยิ่งเพิ่มคำถามเชิงการเมืองและยุทธศาสตร์ต่อโครงสร้างพันธมิตรนี้
ผู้นำพันธมิตรร่วมกันระบุว่า “การปกป้องยุโรป” ต้องใช้แนวทางแบบองค์รวม พร้อมกล่าวถึงภัยคุกคามจากขีปนาวุธที่เพิ่มขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและความซับซ้อนทางเทคโนโลยี เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เขียนบน X ว่า ยุโรปกำลัง “ตัดสินใจอย่างชัดเจนเพื่อปกป้องยูเครน เสริมสร้างความมั่นคงร่วมกัน และสร้างยุโรปด้านการป้องกัน” ส่วนโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ยอมรับตรงไปตรงมาว่ากองกำลังยูเครนเคยประสบปัญหาขาดแคลนจรวดสกัดกั้นเพื่อตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ยูเครนเข้าร่วมโครงการใหม่
แม้ยุโรปจะมีระบบป้องกันขีปนาวุธอยู่แล้ว แต่ภาพรวมยังถูกมองว่า “กระจัดกระจาย ราคาแพง และพึ่งพาต่างประเทศ” หลายประเทศใช้ระบบ Patriot จากสหรัฐฯ เป็นกระดูกสันหลังของการสกัดกั้นขีปนาวุธ ทว่าจรวดสกัดกั้นแต่ละลูกมีราคาหลายล้านดอลลาร์และกำลังผลิตไม่ทันต่อความต้องการทั่วโลก ขณะที่ระบบ SAMP/T ที่ฝรั่งเศสและอิตาลีร่วมพัฒนา เป็นทางเลือกที่ผลิตในยุโรปเองแต่มีการใช้งานจริงในสนามรบน้อยกว่า และกระสุนจรวดก็เริ่มขาดแคลนในยูเครนเช่นกัน
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2022 เยอรมนีเป็นแกนนำโครงการ European Sky Shield Initiative เพื่อรวมการจัดซื้อและผนวกระบบป้องกันภัยทางอากาศต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แต่การพึ่งพาระบบ Patriot และ Arrow 3 จากอิสราเอลเป็นหลักทำให้ฝรั่งเศสวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการดังกล่าวพึ่งพาเทคโนโลยีที่ไม่ใช่ยุโรปมากเกินไป และเลือกไม่เข้าร่วม ดังนั้น พันธมิตรรักษาโล่ขีปนาวุธชุดใหม่จึงถูกมองว่าไม่ใช่ “ตัวแทน” หรือ “การทดแทน” Sky Shield หากแต่เป็นสถาปัตยกรรมด้านการป้องกันทางอากาศชุดใหม่ที่ดำเนินการนอกกรอบ NATO และ EU ตามคำอธิบายของโอเลเซีย โฮเรียโนวา จากศูนย์ Ukrainian Security and Cooperation Centre ในกรุงเคียฟ
ยูเครนถูกวางให้มีบทบาทศูนย์กลางในโครงการนี้ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเทคโนโลยี โฮเรียโนวาระบุว่า แม้แต่สหรัฐฯ ก็ไม่มีประสบการณ์ในการรับมือคลื่นการโจมตีด้วยขีปนาวุธขั้นสูงจำนวนมากอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับยูเครน ซึ่งต้องรับมือขีปนาวุธ Iskander และ Kinzhal ของรัสเซียอยู่ตลอด การสั่งสม “องค์ความรู้เชิงปฏิบัติ” ว่าอะไรใช้รับมือได้ผลและอะไรไม่ได้ผล จึงเป็นสินทรัพย์ที่พันธมิตรยุโรปมองว่ามีค่าอย่างยิ่ง
ในมิติด้านอุตสาหกรรม เซเลนสกีผลักดันโครงการจรวดสกัดกั้น Freyja ที่พัฒนาโดยบริษัท Fire Point ให้เป็น “ต้นแบบยุโรป” ของระบบป้องกันขีปนาวุธ โดยระบุว่าจรวดสกัดกั้นที่ผลิตในยูเครนอาจมีต้นทุนต่ำกว่าจรวด Patriot หลายเท่าตัว ขณะที่สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะอนุญาตให้ยูเครนถือสิทธิ์ผลิตจรวด Patriot ภายในประเทศ นักพัฒนา Freyja ระบุเป้าหมายต้นทุนต่อหนึ่งนัดราว 700,000 ดอลลาร์ เทียบกับ Patriot PAC‑3 ที่มีราคาประมาณ 3.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากทำได้จริงจะเป็นเหตุผลเชิงเศรษฐกิจสำคัญของพันธมิตรใหม่ แม้ระบบนี้ยังไม่ได้พิสูจน์สมรรถนะในสนามรบจริงก็ตาม
ในเชิงกระบวนการ แถลงการณ์ร่วมระบุว่าทั้ง 10 ประเทศจะกำหนดข้อกำหนดทางปฏิบัติการร่วมกัน ตั้งคณะทำงานเทคนิค และวางโรดแมปสู่การสร้างขีดความสามารถใช้งานเบื้องต้นของระบบ แต่ไม่ได้ระบุกรอบเวลาชัดเจน ด้านเซเลนสกีมีท่าทีเชิงรุก โดยบอกกับผู้นำที่ประชุมในปารีสว่าสามารถร่วมกันพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธต้นทุนต่ำที่ผลิตได้จำนวนมากภายใน 12 เดือน โดยใช้ Freyja เป็นแกนกลาง พร้อมย้ำบน X ว่า “ต้องเดินหน้าให้เร็วที่สุด” ขณะที่โฮเรียโนวาเตือนว่าความเร็วในการตัดสินใจทางการเมืองและขั้นตอนราชการของ EU จะเป็นปัจจัยกำหนดความเร็วจริง
ผู้สังเกตการณ์ที่ตั้งข้อสงสัยชี้ให้เห็นว่า แม้โครงการจะได้รับการจัดสรรงบประมาณเต็มที่ ระยะเวลาพัฒนาและติดตั้งก็ยังมักยืดเยื้อ โดยยกตัวอย่างกรณีเยอรมนีสั่งซื้อระบบ Arrow 3 จากอิสราเอลในปี 2023 ก่อนจะเปิดใช้งานแบตเตอรี่ชุดแรกในเดือนธันวาคม 2025 และไม่คาดหวังว่าระบบทั้งหมดจะพร้อมใช้งานเต็มรูปแบบก่อนปี 2030 ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าการผลักดันยุโรปให้มีโล่ป้องกันขีปนาวุธของตนเอง ไม่เพียงเป็นโจทย์ด้านเทคโนโลยีและงบประมาณ แต่ยังเป็นการท้าทายโครงสร้างการตัดสินใจทางการเมืองและยุทธศาสตร์ความมั่นคงในระดับทวีป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/7hjh1c