ราคาน้ำมันพุ่ง หลังความขัดแย้งกลับมาปะทุอีกครั้ง
ราคาน้ำมันพุ่ง หลังความขัดแย้งกลับมาปะทุอีกครั้ง
14-7-2026
ราคาน้ำมันดิบ เบรนท์ (Brent) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.5% มาอยู่ที่ประมาณ 78 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ เวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) เพิ่มขึ้นราว 3.4% มาอยู่ที่ 73.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางการโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น
มุมมองของ Deutsche Bank
คริส โรเบิร์ตสัน (Chris Robertson) นักวิเคราะห์หุ้นของ Deutsche Bank สรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาและตลอดสุดสัปดาห์ไว้ดังนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านประกาศว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะปิดจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม
อิหร่านยังได้โจมตีเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์เชิงพาณิชย์ที่พยายามเดินเรือผ่านพื้นที่ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือ
ด้าน ศูนย์ข้อมูลการเดินเรือร่วม (Joint Maritime Information Center: JIMC) ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า เส้นทางเดินเรือฝั่งโอมานทางตอนใต้ยังคงใช้งานได้ แต่ประเมินระดับภัยคุกคามอยู่ในระดับ "รุนแรง" (Severe)
โรเบิร์ตสันระบุว่า ไม่ว่าช่องแคบจะถูกประกาศว่า "เปิด" หรือ "ปิด" สิ่งสำคัญคือ เจ้าของเรือพาณิชย์จำนวนมากอาจไม่เต็มใจนำเรือผ่านพื้นที่ที่กำลังเกิดสงคราม เนื่องจากเสี่ยงต่อความปลอดภัยของทั้งเรือและลูกเรือ
เขาย้ำถึงความกังวลเดิมว่า แม้อิหร่านจะสูญเสียเรือรบและยุทโธปกรณ์ทางเรือแบบดั้งเดิมจำนวนมาก แต่ภัยคุกคามที่แท้จริงต่อการเดินเรือยังคงมาจาก สงครามแบบอสมมาตร เช่นโดรน และขีปนาวุธ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ คาดการณ์และวางแผนรับมือได้ยากกว่า ส่งผลให้ความไม่แน่นอนในการบริหารความเสี่ยงของการเดินเรือเพิ่มสูงขึ้น
โรเบิร์ตสันคาดว่า ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะชะลอตัว โดยเฉพาะเรือที่กำลังจะ เข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย เพราะการที่เรือเริ่มกลับเข้าพื้นที่ตามปกติถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าภาวะวิกฤตกำลังคลี่คลาย ซึ่งในขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้น
เขายังประเมินว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดเป็นเวลานาน จะสร้างแรงกดดันให้ อัตราค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันในระยะสั้นปรับตัวลดลง เนื่องจากเรือจำนวนมากจะต้องจอดรอหรือปฏิบัติการในภูมิภาคอื่น ส่งผลให้มีเรือว่างในตลาดเพิ่มขึ้น
ความพยายามทางการทูตกำลังสั่นคลอน
บทความระบุว่า ณ เช้าวันจันทร์ เห็นได้ชัดว่า ความพยายามทางการทูตระหว่างสหรัฐและอิหร่านกำลังถดถอย ขณะเดียวกัน กองทัพสหรัฐยังคงเดินหน้าปฏิบัติการเพื่อลดทอนขีดความสามารถของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ
แม้อิหร่านจะประกาศปิดช่องแคบ แต่บทความระบุว่า เรือพาณิชย์ยังคงสามารถเดินเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นปัจจัยที่บั่นทอนข้ออ้างของอิหร่านว่าช่องแคบถูกปิดอย่างมีประสิทธิภาพ
ในตอนท้าย บทความยังตั้งข้อสังเกตว่า อิหร่านควรตระหนักถึงความเสี่ยงในระยะยาว เพราะ ทุกครั้งที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกรบกวน จะยิ่งเร่งให้ทั่วโลกลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเลือก เช่น ท่อส่งน้ำมัน ท่าเรือส่งออก
ระบบขนส่งพลังงานที่ไม่ต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ
ผู้เขียนสรุปว่า หากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้แล้วเสร็จและสามารถใช้งานได้จริง อิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน ซึ่งมาจากการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ อาจลดลงอย่างมากหรือหมดไป
พร้อมปิดท้ายด้วยคำถามเชิงวิเคราะห์ว่า "แล้วหลังจากนั้น อิหร่านจะเหลือเครื่องมือใดในการสร้างอำนาจต่อรองบนเวทีโลก?"
ที่มา Zerohedge