.
เอเชียจะเปลี่ยนตลาดทองคำไปตลอดกาล? เมื่อฮ่องกง–เซี่ยงไฮ่สร้างกลไกกำหนดราคาทองแข่งลอนดอน–นิวยอร์ก ขยับอิทธิพลจากกลุ่มทุนตะวันตกสู่เอเชีย
14-7-2026
Money Metals รายงานว่า ไมค์ กลีสัน (Mike Gleason) ผู้ดำเนินรายการแห่ง Money Metals ร่วมกับ เอ็ด สเตียร์ (Ed Steer) กรรมการสมาคมต่อต้านการผูกขาดทองคำหรือ GATA (Gold Anti-Trust Action Committee) เผยบทวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของดุลอำนาจการกำหนดราคาโลหะมีค่าโลกจากตะวันตกสู่เอเชีย
1. แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางนโยบายการเงิน
ราคาทองคำและแร่เงินเผชิญความผันผวนจากศึกสองด้านระหว่าง "ปัจจัยหนุนทางภูมิรัฐศาสตร์" กับ "นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ" หรือ Federal Reserve (Fed) โดยสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา (US) และประเทศอิหร่าน (Iran) บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้ฉุดราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อ บีบให้ Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด (higher for longer) ส่งผลให้ต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ในการถือครองโลหะมีค่าพุ่งสูงขึ้น
2. สรุปความเคลื่อนไหวทางเทคนิคและตลาดค้าปลีก
แม้ตลาดจะเผชิญการปรับฐานสะสมกำลัง (consolidation) แต่ความต้องการครอบครองโลหะมีค่าทางกายภาพ (physical demand) ในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยยังคงแข็งแกร่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะและเงินเฟ้อ
3. เอเชียท้าทายตะวันตก: ฮ่องกงเปิดระบบชำระดุลใหม่ เพื่อท้าทายตะวันตก
หนึ่งในพิกัดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมโลหะมีค่าสัปดาห์นี้ ไม่ใช่ความเคลื่อนไหวทางด้านราคา แต่เป็นทิศทางเชิงโครงสร้างระดับโลก โดยฮ่องกง (Hong Kong) ได้ประกาศเปิดตัวระบบบริการชำระและหักบัญชีทองคำ (gold clearing and settlement system) ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งของภูมิภาคเอเชียในการก้าวขึ้นมาท้าทายอิทธิพลและสิทธิ์ในการผูกขาดการค้าทองคำโลกที่กลุ่มขั้วอำนาจเก่าอย่างกรุงลอนดอน (London) นครนิวยอร์ก (New York) ของประเทศสหรัฐอเมริกา (US) และประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) ถือครองสิทธิ์และเป็นผู้ชี้นำตลาดมานานหลายศตวรรษ
แพลตฟอร์มการค้าแห่งใหม่นี้ได้รับการออกแบบเชิงโครงสร้างเพื่อจำลองลักษณะของตลาดซื้อขายทองคำนอกตลาดอย่างเป็นทางการ (over-the-counter หรือ OTC) ของลอนดอน พร้อมทั้งเชื่อมต่อระบบโดยตรงกับตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ หรือ Shanghai Gold Exchange (SGE) ของประเทศจีน (China) ผ่านโครงการริเริ่มที่เรียกว่า "Delivery Connect"
การเชื่อมต่อดังกล่าวส่งผลให้การเคลื่อนย้ายทองคำระหว่างห้องมั่นคงที่ผ่านการรับรองในฮ่องกง (Hong Kong) และเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) สามารถดำเนินไปได้อย่างไร้รอยต่อ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความบริสุทธิ์ซ้ำ (re-assays) หรือเผชิญกับขั้นตอนโลจิสติกส์ที่ยุ่งยากและสิ้นเปลืองงบประมาณ ซึ่งระบบนี้จะช่วยประสานตลาดทองคำภายในของประเทศจีน (China) เข้ากับระบบการค้าระดับสากลได้อย่างสมบูรณ์
แผนงานยุทธศาสตร์ระยะยาว 3 ปีข้างหน้าของเจ้าหน้าที่รัฐบาลระบุว่า ฮ่องกง (Hong Kong) มีเป้าหมายที่จะขยายขีดความสามารถและพื้นที่จัดเก็บทองคำในห้องมั่นคง (vaulting capacity) ขึ้นอีก 10 เท่าตัว พร้อมทั้งเตรียมพิจารณาการเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการเปิดตัวสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (gold futures contracts) ในสกุลเงินหยวน (RMB) เพื่อดึงดูดผู้เล่นระดับโลกให้เข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตเชิงลึกว่า ระบบการจัดการส่วนใหญ่ของแพลตฟอร์มใหม่นี้จะดำเนินงานภายใต้บัญชีทองคำประเภทที่ "ไม่ได้จัดสรรจำเพาะเจาะจง" (unallocated gold accounts) ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกับระบบสำรองเศษส่วน (fractional-reserve model) ที่ใช้อยู่ทั่วไปในตลาดกรุงลอนดอน ซึ่งแม้โครงสร้างนี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายได้อย่างมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้นักลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงจากคู่สัญญา (counterparty risk) เนื่องจากในทางปฏิบัติ ลูกค้าจะมีสถานะเป็นเพียงผู้ถือครองสิทธิ์เรียกร้องในทองคำ มากกว่าการเป็นเจ้าของทองคำแท่งจริงที่มีการระบุหมายเลขจำเพาะเจาะจง (allocated bars)
ในภาพรวม ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นถึงแนวโน้ม "การอพยพดุลอำนาจ" ของตลาดทองคำโลกจากซีกโลกตะวันตกเคลื่อนย้ายมุ่งหน้าสู่ซีกโลกตะวันออกอย่างไม่หยุดยั้ง โดยในปัจจุบันประเทศจีน (China) และประเทศอินเดีย (India) ครองสัดส่วนความต้องการลงทุนทองคำรายย่อยรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ขณะที่ธนาคารกลางต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียยังคงเดินหน้าสะสมทองคำแท่งเข้าเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐานเชิงระบบต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการเหล่านี้ กำลังถูกก่อสร้างขึ้นใกล้กับพิกัดที่แท้จริงของการบริโภคและการใช้งานทองคำในท้ายที่สุด
4. บทวิเคราะห์พิเศษ: เอ็ด สเตียร์ แฉกลไกบิดเบือนราคากระดาษ
ไมค์ มารีย์ (Mike Maharrey) นักวิเคราะห์อาวุโส สัมภาษณ์พิเศษ เอ็ด สเตียร์ (Ed Steer) แฉพฤติกรรมควบคุมราคา (market manipulation) ของกลุ่มทุนตะวันตก:
กลอุบายการทุบราคาชอร์ต: กลุ่มผู้ค้าหลัก 8 ราย (the big eight commercial traders) ร่วมมือกันทุบตลาดอย่างรุนแรงเมื่อปลายเดือนมกราคม เพื่อสกัดราคาที่พุ่งขึ้นเกือบเป็นเส้นโค้งพาราโบลา (parabolic) จากแรงซื้อจริงในเอเชีย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (margin calls) และอาศัยจังหวะนั้นซื้อคืนเพื่อปิดสถานะชอร์ตของตนเองในราคาต่ำลง เอ็ด สเตียร์ ประเมินว่ากระบวนการพักฐานนี้ใกล้ถึงจุดต่ำสุดของวัฏจักร (bottom of this price cycle) แล้ว
วิกฤตขาดแคลนแร่เงินกายภาพ: ตลาดแร่เงินโลกเผชิญภาวะขาดดุลเชิงโครงสร้าง (structural silver deficit) ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 จนเกิดการขาดแคลนสินค้าจริงในตลาดลอนดอน (LBMA) บีบให้สถาบันการเงินต้องขนส่งแร่เงินทางเครื่องบินจากสหรัฐฯ ไปเติมที่ลอนดอนอย่างต่อเนื่อง หากสินค้าในคลังหมดลง ตลาดจะเผชิญการปรับตัวขึ้นของราคาอย่างฉับพลัน (discontinuous price event)
สงครามกลไกราคา East vs West: ข้อมูลสภาทองคำโลก (WGC) ชี้ว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี ราคาทองคำปรับขึ้นถึง 12.9% ในช่วงเวลาซื้อขายฝั่งเอเชีย (Asian trading sessions) แต่กลับลดลงกว่า 15% ในช่วงซื้อขายฝั่งอเมริกาเหนือ (North American trading sessions) ตอกย้ำสงครามเชิงระบบที่ฝั่งตะวันตกใช้ระบบสัญญากระดาษ (paper market) กดราคาสินทรัพย์จริง ขณะที่ตะวันออกเน้นการสะสมและการค้าบนฐานกายภาพจริง (physical market)
5. พายุหนี้สาธารณะสหรัฐฯ และทางตันของ Fed
ภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed สายเหยี่ยว (inflation hawk) เอ็ด สเตียร์ ประเมินว่ามาตรการกดดันราคาโลหะมีค่าจะไม่เป็นผลในระยะยาว เนื่องจากหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ทะยานเกินระดับหลายสิบล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไม่รวมภาระผูกพันทางการเงินที่ไม่มีงบประมาณรองรับ) ทำให้โครงสร้างการเงินตะวันตกตกอยู่ในสภาวะล้มละลายในทางปฏิบัติ โดยประธาน Fed มีทางเลือกเพียงสองทาง คือ การประกาศผิดนัดชำระหนี้ (default) หรือการพิมพ์เงินเพื่อเจือจางหนี้ผ่านระบบเงินเฟ้อ (inflate it away) ซึ่งไม่ว่าจะเลือกทางใด สกุลเงินกระดาษจะเสื่อมค่าลง และผลักดันให้ทองคำและแร่เงินกลับคืนสู่บทบาทการเป็นเงินตราที่แท้จริง (re-monetization) สอดคล้องกับความเห็นของ อลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) อดีตประธาน Fed ผู้ล่วงลับ และ เกร็ก เวลดอน (Greg Weldon) นักวิเคราะห์การเงินที่เปรียบสถานการณ์นี้ว่าเป็น "หลุมดำแห่งหนี้สิน" (debt black hole) อันเนื่องมาจากความผิดพลาดของการยกเลิกระบบมาตรฐานทองคำในปี 1971
ความผิดพลาดเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือการที่ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ประกาศยกเลิกระบบมาตรฐานทองคำในการผูกติดกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในปี 1971 เพื่อเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ สามารถดำเนินนโยบายพิมพ์เงินตราได้อย่างไร้ข้อจำกัด เพื่อเป้าหมายในการรักษาและแผ่ขยายอิทธิพลของจักรวรรดิทางการเงิน ทว่าหลังผ่านพ้นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นั้นมานานกว่า 50 ปี ในปัจจุบันระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเดินทางมาถึงจุดที่ต้องสะสางและชำระบัญชีหนี้สินเหล่านั้นในที่สุด
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.moneymetals.com/podcasts/2026/07/10/gold-finds-its-footing-but-are-bullion-banks-calling-the-shots-005056