.
กองทัพจีนย้ำยุทธศาสตร์นิวเคลียร์เชิงป้องกัน หลังทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปจากเรือดำน้ำ เสริมขีดความสามารถ ‘นิวเคลียร์ไตรภาค’
16-7-2026
Global Times รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารระบุว่า การพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธนิวเคลียร์ของจีนเป็นการก้าวกระโดดแบบหลายขั้น เริ่มจากการมีขีดความสามารถพื้นฐาน ก่อนขยายจากพิสัยใกล้สู่ข้ามทวีปอย่างต่อเนื่อง และในระหว่างพัฒนาศักยภาพบนบกก็เดินหน้าขีดความสามารถทางทะเลควบคู่กัน จนท้ายที่สุดก่อรูปเป็นระบบโจมตีข้ามทวีปแบบ “บก-ทะเล-อากาศ”
การทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลจากเรือดำน้ำ (SLBM) ที่ประสบความสำเร็จครั้งล่าสุด สะท้อนเส้นทางพัฒนานิวเคลียร์ของจีนตลอดหลายทศวรรษ และบทบาทสำคัญต่อการคงเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ของโลก
เมื่อเวลา 12.01 น. ของวันที่ 6 กรกฎาคม กองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA Navy) ได้ปล่อยขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์จากเรือดำน้ำ โดยติดตั้งหัวรบจำลองเพื่อการฝึก ซึ่งพุ่งขึ้นจากทะเลทะลุผิวน้ำสู่ท้องฟ้า ทิ้งรอยไอสีขาวก่อนเคลื่อนสู่พื้นที่เป้าหมายในน่านน้ำสากลของมหาสมุทรแปซิฟิก กระบวนการตั้งแต่การยิงจนยืนยันผลใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง และมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง
จาง จวิ้นเซ่อ (Zhang Junshe) ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของจีน ให้สัมภาษณ์กับ Global Times ว่า จากแถลงการณ์ทางการ ขีปนาวุธที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้คาดว่าเป็นตระกูล Julang (JL) ซึ่งมีพิสัยมากกว่า 8,000 กิโลเมตร จัดอยู่ในกลุ่มขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) การประเมินดังกล่าวได้รับความสนใจจากสื่อระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้พัฒนา “ดาบนิวเคลียร์” จากศูนย์สู่ขีดความสามารถยับยั้งจริง โดยยึดหลักยุทธศาสตร์นิวเคลียร์เพื่อการป้องกันตนเอง และนโยบาย “ไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน” อย่างต่อเนื่อง
เส้นทางพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของจีนเริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 1960 โดยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1964 จีนประสบความสำเร็จในการทดสอบระเบิดปรมาณูลูกแรก และเพียง 3 ปีถัดมาในวันที่ 17 มิถุนายน 1967 ได้ทดสอบระเบิดไฮโดรเจนสำเร็จ
หนังสือพิมพ์ PLA Daily ระบุว่า อาวุธนิวเคลียร์เป็น “เสาหลักของชาติ” อย่างไรก็ตาม หัวรบนิวเคลียร์เปรียบเสมือน “กระสุน” ที่ต้องอาศัย “ปืน” หรือขีปนาวุธเป็นพาหะในการโจมตีระยะไกลและสร้างการยับยั้ง
การพัฒนาขีปนาวุธเริ่มขึ้นไม่นานหลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยในเดือนตุลาคม 1956 ได้จัดตั้งสถาบันวิจัยที่ 5 ภายใต้กระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ China Aerospace Science and Technology Corporation และ China Aerospace Science and Industry Corporation ในปัจจุบัน โดยมีเฉียน เสวี่ยเซิน (Qian Xuesen) เป็นผู้อำนวยการ
บุคลากรในช่วงแรกยังขาดประสบการณ์ด้านการออกแบบขีปนาวุธ จึงอาศัยการศึกษาจากขีปนาวุธ R-2 ของสหภาพโซเวียตเพื่อเร่งความก้าวหน้า ตามรายงานของนิตยสาร National Humanity History ในเครือ People’s Daily
ภายในเดือนตุลาคม 1960 จีนสามารถผลิตขีปนาวุธ R-2 ได้สำเร็จ 3 ลูก และทดสอบได้สำเร็จในเดือนถัดมา ถือเป็นความก้าวหน้าภายในเวลาเพียง 2 ปี
หลังจากนั้น จีนเข้าสู่ยุคพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเอง โดยในปี 1965 เฉียน เสวี่ยเซิน วางแผน “ขีปนาวุธ 4 ประเภทใน 8 ปี” ครอบคลุมพิสัยใกล้ กลาง ระยะไกล และข้ามทวีป
ในปี 1966 ขีปนาวุธ DF-2A ที่ปรับปรุงแล้วและติดตั้งหัวรบปรมาณู ได้ทดสอบการระเบิดนิวเคลียร์สำเร็จ นับเป็นการก้าวสู่ขีดความสามารถขีปนาวุธนิวเคลียร์ของจีน ตามข้อมูลจากสารคดีของ China Central Television
ปี 1980 ขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นแรก DF-5 ผ่านการทดสอบพิสัยเต็มรูปแบบ ทำให้จีนมีขีดความสามารถโจมตีข้ามทวีปอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน จีนได้พัฒนาศักยภาพนิวเคลียร์ทางทะเล โดยในปี 1982 ขีปนาวุธ JL-1 ถูกยิงทดสอบจากใต้น้ำสำเร็จ สะท้อนการมีขีดความสามารถโจมตีนิวเคลียร์ตอบโต้ครั้งที่สอง
ในขบวนพาเหรดวันชาติจีนปี 1999 มีการเปิดตัว DF-31 ซึ่งเป็นขีปนาวุธพิสัยไกลเชื้อเพลิงแข็งรุ่นแรก และนำไปสู่ยุคของขีปนาวุธยุทธศาสตร์เคลื่อนที่ได้
ต่อมาในปี 2019 จีนได้แสดง DF-41 ซึ่งมีพิสัย ความแม่นยำ และความสามารถทะลวงสูง รวมถึง JL-2 SLBM เป็นครั้งแรก โดย DF-41 ถือเป็นแกนหลักของการยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ของจีน
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2025 จีนจัดพิธีสวนสนามฉลองครบรอบ 80 ปีชัยชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์ โดยเป็นครั้งแรกที่มีการแสดงศักยภาพนิวเคลียร์แบบครบทั้งบก ทะเล และอากาศ หรือ “นิวเคลียร์ไตรภาค” ต่อสาธารณะ
ขีปนาวุธ JL-3 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอาจเป็นรุ่นที่ใช้ในการทดสอบล่าสุด ถูกเปิดตัวพร้อม DF-5C และขีปนาวุธยิงจากอากาศ JingLei-1 ทำให้จีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีศักยภาพนิวเคลียร์ครบทั้งสามมิติ
จาง จวิ้นเซ่อ อธิบายว่า การพัฒนานี้สะท้อนการก้าวแบบเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การมีขีดความสามารถพื้นฐาน การขยายพิสัย และการพัฒนาทั้งระบบบกและทะเล จนสู่โครงสร้างโจมตีข้ามทวีปครบวงจร
เขาระบุว่า จีนพัฒนาขีปนาวุธโดยคำนึงถึงทั้งอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธแบบดั้งเดิม พร้อมทั้งเน้นระบบบกและทะเล เทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบขับดันเพื่อเพิ่มพิสัย การลดน้ำหนักโครงสร้าง การเพิ่มจำนวนหัวรบ MIRV และการยกระดับความแม่นยำอย่างต่อเนื่อง
ด้านเช่า หย่งหลิง (Shao Yongling) ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหาร กล่าวกับ Global Times ว่า การประจำการขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ยิงจากอากาศ JingLei-1 ช่วยเพิ่มทางเลือกในการโจมตีนิวเคลียร์ ทำให้ความน่าเชื่อถือของศักยภาพการยับยั้งและการตอบโต้ของจีนสูงขึ้น
แนวคิด “ยับยั้งสงครามด้วยกำลัง” ถูกใช้เป็นคำบรรยายขบวนขีปนาวุธในพิธีสวนสนามปี 2025 ซึ่งสะท้อนแนวทางของจีน
แม้จีนจะแจ้งประเทศที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า แต่บางประเทศแสดงความกังวล โดยญี่ปุ่นเรียกร้องให้จีนทบทวนการทดสอบ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า จีนกำลังดำเนินการสวนทางกับความพยายามป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
เฉิน ซี (Chen Xi) โฆษกกระทรวงกลาโหมจีน ระบุเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมว่า การแจ้งล่วงหน้าสะท้อนความโปร่งใสของกองทัพจีน
เอกสารของกระทรวงการต่างประเทศจีนเมื่อวันที่ 21 เมษายน เรื่องการปฏิบัติตามสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ระบุว่า จีนยึดหลักการป้องกันตนเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งการใช้อาวุธนิวเคลียร์ต่อจีน และรักษาความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ
เฉิน ซี ยังกล่าวเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนว่า จีนยึดนโยบายไม่ใช้นิวเคลียร์ก่อน และรักษาขีดความสามารถในระดับขั้นต่ำที่จำเป็นต่อความมั่นคง ไม่เข้าร่วมการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมย้ำว่านโยบายมีความมั่นคง สม่ำเสมอ และคาดการณ์ได้
จาง จวิ้นเซ่อ ระบุว่า การทดสอบครั้งนี้พิสูจน์ความน่าเชื่อถือและความแม่นยำของศักยภาพตอบโต้ทางทะเลของจีน แสดงถึงความพร้อมเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพ และเสริมความแข็งแกร่งของการยับยั้งนิวเคลียร์
การปล่อยขีปนาวุธดังกล่าวส่งสัญญาณชัดเจนว่าจีนมีศักยภาพปกป้องอธิปไตย มีความเชื่อมั่นในการรักษาเสถียรภาพภูมิภาค และมีทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์เพียงพอรับมือภัยคุกคาม
ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า แก่นของการพัฒนา “ดาบนิวเคลียร์” ของจีนไม่ใช่เพื่อคุกคามผู้อื่น แต่เพื่อให้สามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้อย่างอิสระภายใต้บริบทระหว่างประเทศที่ซับซ้อน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.globaltimes.cn/page/202607/1365984.shtml