ยูเครนกดดันเบลารุสสำเร็จปิดสถานีส่งสัญญาณ
ยูเครนกดดันเบลารุสสำเร็จ เซเลนสกีบีบลูคาเชนโก ปิดสถานีส่งสัญญาณหนุนโดรนรัสเซีย
30-6-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ยูเครนประสบความสำเร็จทางการทูตอย่างเงียบในการกดดันเบลารุส ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของรัสเซีย ให้ปิดสถานีรีเลย์สัญญาณที่ช่วยสนับสนุนการโจมตีด้วยโดรนของรัสเซีย หลังประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy) ออกคำขาดให้ดำเนินการภายในกรอบเวลาที่กำหนด
เซเลนสกีเรียกร้องให้ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก (Aleksander Lukashenko) ของเบลารุส ปิดสถานีรีเลย์จำนวน 4 แห่ง ซึ่งติดตั้งโดยมอสโก และถูกใช้เป็นโครงข่ายสนับสนุนการควบคุมโดรนโจมตียูเครน โดยสถานีดังกล่าวเดิมเป็นเสาสื่อสารโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก่อนถูกดัดแปลงให้ถ่ายทอดสัญญาณแก่ผู้ควบคุมโดรนรัสเซีย และช่วยให้โดรนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน รวมถึงบินลึกเข้าไปในพื้นที่ยูเครนตะวันตก ซึ่งมีระบบสกัดกั้นโดรนและระบบป้องกันภัยทางอากาศจาก NATO อยู่จำกัด
แอนดรี โปรนิน (Andriy Pronin) ผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามโดรนของยูเครน ระบุว่าสถานีรีเลย์ดังกล่าวช่วย “เพิ่มความแรงของสัญญาณ” และทำให้การโจมตีของรัสเซีย “แม่นยำยิ่งขึ้น”
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน เซเลนสกีกล่าวว่า ลูคาเชนโกอนุญาตให้รัสเซียใช้อุปกรณ์ที่ “ปรับแก้การยิงโจมตีพลเรือนยูเครน โดยเฉพาะพลเรือน” ก่อนออกคำขาดว่า “ผมคิดว่าให้เวลา 1 สัปดาห์ก็น่าจะเพียงพอ หากเขาไม่ดำเนินการ เราจะเป็นฝ่ายจัดการเอง”
แม้ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนท่าทีแข็งกร้าวขึ้นของเคียฟ แต่ศักยภาพทางทหารของยูเครน โดยเฉพาะโดรนโจมตีระยะไกลและขีปนาวุธ ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายในเบลารุสได้ ซึ่งมีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ล้าสมัยและมีขนาดประเทศเพียงราวหนึ่งในสามของยูเครน
ด้านโรเบิร์ต บราวดี (Robert Browdy) ผู้บัญชาการกองกำลังโดรนยูเครน แสดงท่าทีรุนแรงยิ่งกว่า โดยระบุว่า “สุนัขที่เห่าไม่กัด” พร้อมอ้างว่ามีการกำหนดเป้าหมายในเบลารุสแล้ว 500 จุด และเตือนให้ “หลีกออกจากสายตาของยูเครน”
ลูคาเชนโก ซึ่งครองอำนาจตั้งแต่ปี 1994 และเป็นหนึ่งในผู้นำที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดของโลก เคยส่งสัญญาณตอบโต้ โดยกล่าวเป็นนัยว่าอาจโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล (Chornobyl Nuclear Power Plant) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายแดนเบลารุส ห่างจากกรุงเคียฟไม่ถึง 100 กิโลเมตร
อย่างไรก็ตาม ภายในไม่กี่วัน เซเลนสกีเปิดเผยว่าเบลารุสได้ปิดสถานีรีเลย์ดังกล่าวแล้ว แม้ยังไม่ชัดเจนว่าถูกถอดถอนหรือเพียงยุติการใช้งาน โดยระบุว่า “ข้อเท็จจริงคือ ขณะนี้รีเลย์ไม่ทำงาน”
สื่ออิสระของเบลารุสรายงานว่า โดรนรัสเซียลำสุดท้ายที่ข้ามพรมแดนเบลารุส-ยูเครน ถูกพบเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยอ้างคำให้การของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
ลูคาเชนโกอธิบายการปิดสถานีว่าเป็นความพยายามเพื่อสันติภาพ แต่ยืนยันจุดยืนสนับสนุนรัสเซีย โดยกล่าวว่า “จุดยืนของเราคือสันติภาพ แต่ไม่ว่าอย่างไร เราจะยืนเคียงข้างรัสเซีย”
นักวิเคราะห์อีฮาร์ ทิชเควิช (Ihar Tyshkevich) ระบุว่า คำขาดของเซเลนสกีได้ผล และสะท้อนว่ายูเครนกำลังเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจากับเบลารุส ซึ่งอาจนำไปสู่ช่องทางใหม่ในการเจรจา และเปิดโอกาสให้มินสค์ลดการโดดเดี่ยวจากตะวันตก รวมถึงถ่วงดุลอิทธิพลของรัสเซีย
ทั้งนี้ ลูคาเชนโกถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในสมาชิก “Board of Peace” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งอาจมีบทบาทในการฟื้นฟูยูเครนหลังสงคราม อย่างไรก็ตาม เคียฟยังมีเงื่อนไขของตนเอง ก่อนเปิดทางให้บริษัทเบลารุสเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงการส่งออกสินค้า เช่น น้ำมัน อาหาร และวัสดุก่อสร้าง
โวโลดีมีร์ เฟเซนโก (Volodymyr Fesenko) จาก Penta think tank มองว่าการปิดสถานีรีเลย์เป็น “ความพยายามหาจุดประนีประนอมทางอ้อม” และถือเป็น “การยอมตามคำขาดของเซเลนสกี แต่ไม่ใช่อย่างเป็นทางการ” แม้มอสโกยังไม่แสดงความเห็น แต่มีแนวโน้มมองว่าเป็นสัญญาณความอ่อนแอของลูคาเชนโก ขณะที่รัสเซียเองก็ไม่พร้อมให้การสนับสนุนเพิ่มเติม เนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรทางทหาร
ด้านดมิทรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกเครมลิน ระบุว่าคำขาดของยูเครน “ก้าวร้าวอย่างยิ่ง” และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) จะหารือเรื่องนี้กับลูคาเชนโก ก่อนที่ทั้งสองจะพบกันในมอสโก แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการหารือ ตลอดช่วงสงคราม รัสเซียพยายามกดดันให้เบลารุสเข้าร่วมการสู้รบโดยตรง แต่ลูคาเชนโกปฏิเสธมาโดยตลอด พร้อมต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจจากมอสโก
ปลายเดือนพฤษภาคม ทั้งสองประเทศยังจัดการซ้อมรบร่วมที่จำลองการใช้อาวุธนิวเคลียร์ โดยรัสเซียได้ส่งมอบเครื่องบินรบ Su-25 รุ่นดัดแปลง ขีปนาวุธ Iskander-M และอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งเชื่อว่าถูกเก็บไว้ห่างชายแดนยูเครนไม่ถึง 200 กิโลเมตร
การเปลี่ยนท่าทีของเบลารุสยังสะท้อนความสำเร็จของยูเครนในการชะลอการรุกของรัสเซีย รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพลังงาน เช่น คลังน้ำมัน โรงกลั่น และเส้นทางลำเลียงเชื้อเพลิงในรัสเซียและพื้นที่ยึดครอง
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ยูเครนกำลังอยู่ใน “สถานะของความได้เปรียบ” และลูคาเชนโกจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยดังกล่าว โดยเฉพาะความเสี่ยงที่โรงกลั่นน้ำมันสำคัญอย่าง Mozyr และ Novopolotsk อาจตกเป็นเป้าโจมตี ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักจากการแปรรูปน้ำมันรัสเซียราคาถูกเพื่อส่งออก
ขณะเดียวกัน ประเทศยุโรปตะวันออกมีความไม่พอใจต่อบทบาทของลูคาเชนโกมานาน โดยเฉพาะเหตุการณ์ปี 2021 ที่เบลารุสเปิดทางให้ผู้อพยพจากตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือหลั่งไหลเข้าสู่โปแลนด์และลิทัวเนีย เพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก
ล่าสุด คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ระบุว่า คำขาดของเซเลนสกีเป็นการยืนยัน “สิทธิในการป้องกันตนเอง” ของยูเครน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/ahzv04