.
ปูตินปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิง–จำกัดขีปนาวุธพิสัยไกล ย้ำรัสเซียยังได้เปรียบแม้ถูกโดรนยูเครนถล่มฐานพลังงานอย่างหนัก
30-6-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียประกาศจะเดินหน้าสงครามกับยูเครนต่อไป โดยปฏิเสธข้อเสนอจากเคียฟที่ต้องการจำกัดการใช้ขีปนาวุธระยะไกลและยุติปฏิบัติการสู้รบ แม้ยูเครนจะเร่งโจมตีโครงสร้างด้านพลังงานของรัสเซียด้วยโดรนระยะไกลอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ของรัฐรัสเซียเมื่อวันอาทิตย์ ปูตินระบุว่า ยูเครนเป็นฝ่ายเสนอให้ทั้งสองประเทศยุติการโจมตีระยะไกลเพื่อเป็นก้าวสู่การเจรจาสันติภาพ แต่เขาเชื่อว่าข้อเสนอถูกหยิบยกขึ้นมาเพราะกองกำลังยูเครนกำลังเผชิญแรงกดดันหนักตามแนวสมรภูมิยาวกว่า 1,250 กิโลเมตร พร้อมย้ำว่าการตอบโต้ของรัสเซียในเชิงลึกเข้าสู่ดินแดนยูเครนมีพลังทำลายและผลกระทบสูงกว่าปฏิบัติการของยูเครน
ปูตินกล่าวหาด้วยว่า กองทัพยูเครนที่กำลังขาดแคลนกำลังพลอย่างรุนแรงอาจมองว่าข้อตกลงจำกัดการโจมตีระยะไกลคือ “ทางรอด” แต่ย้ำว่าการ “ช่วยรักษาระบอบเคียฟ” ไม่อยู่ในแผนของรัสเซีย ขณะที่ฝ่ายยูเครนยังไม่ออกมาแสดงความเห็นต่อคำกล่าวอ้างว่าเป็นผู้เสนอให้จำกัดการใช้ขีปนาวุธระยะไกล
ด้านสนามรบ ยูเครนเดินหน้าบุกลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียด้วยโดรนระยะไกล โดยประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่ากองทัพยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน Slavyansk และ Yaroslavl ของรัสเซีย ห่างแนวหน้าราว 300 และ 700 กิโลเมตรตามลำดับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการต่อเนื่องที่มุ่งทำลายโครงสร้างด้านพลังงานและตัดทอนทรัพยากรของ “เครื่องจักรสงคราม” รัสเซีย
ผู้ว่าการแคว้นคราสโนดาร์รายงานว่า เกิดไฟไหม้ที่โรงกลั่นในเมือง Slavyansk-na-Kubani และบ้านเรือนหลายหลังได้รับความเสียหายจากเศษซาก ทำให้มีผู้เสียชีวิตหนึ่งรายในพื้นที่ใกล้คาบสมุทรไครเมียที่รัสเซียยึดครอง ขณะที่ผู้ว่าการแคว้นยารอสลัฟล์รายงานว่าพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงมอสโกถูกโดรนยูเครนโจมตี จนต้องปิดทางออกจากเมืองหลวงของภูมิภาคเป็นการชั่วคราว
ยูเครนยังขยายเป้าหมายไปยังสถานีจัดเก็บเชื้อเพลิงและโรงไฟฟ้าใน Kerch บนคาบสมุทรไครเมียและใน Port Kavkaz แคว้นคราสโนดาร์ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการส่งเชื้อเพลิงสู่แนวหน้า จนทำให้ต้องระงับการจำหน่ายเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ของไครเมียชั่วคราว ขณะเดียวกัน ภูมิภาค Belgorod และ Kursk ที่ติดพรมแดนยูเครนรายงานการโจมตีด้วยโดรนจำนวนมาก โดยมีการยิงสกัดโดรน “รวมกว่า 117 ลำ” ตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่รัสเซีย แต่ยังเกิดความสูญเสียในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง
แม้ยอมรับว่ารัสเซียจำเป็นต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศเพื่อรับมือการโจมตีด้วยโดรนที่ทวีความรุนแรง ปูตินยังคงลดทอนน้ำหนักผลกระทบ โดยระบุว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน “ไม่มีผลต่อสถานการณ์ในแนวหน้า” พร้อมกล่าวหาว่ายูเครนต้องการทำลายระบบส่งจ่ายพลังงานและสร้างผลกระทบต่อฤดูกาลท่องเที่ยวของรัสเซีย
ด้านการวิเคราะห์ เอียน เลสเซอร์ นักวิชาการอาวุโสจาก German Marshall Fund of the United States ให้ความเห็นว่ารัสเซียมีศักยภาพด้านการโจมตีระยะไกลเหนือกว่ายูเครนอย่างชัดเจน และมองว่ามอสโกจะใช้ศักยภาพดังกล่าวเป็นเครื่องยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ (deterrent) ทั้งต่อยูเครนและต่อ NATO ซึ่งช่วยอธิบายเหตุผลที่ปูตินไม่ต้องการเข้าสู่ข้อตกลงจำกัดการใช้ยุทโธปกรณ์ระยะไกลในเวลานี้
ขณะที่ยูเครนยังไม่แสดงท่าทีต่อแนวคิดจำกัดการโจมตีระยะไกล แต่เมื่อต้นเดือนมิถุนายน เซเลนสกีได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอให้จัดการพบปะเพื่อหารือแนวทางยุติสงคราม โดยชี้ว่าปูตินใช้เวลาราวครึ่งหนึ่งของระยะเวลาครองอำนาจ 26 ปีในรัสเซียกับการทำสงครามต่อยูเครน และเตือนว่า ประชาชนรัสเซียกำลังเหนื่อยล้ากับผลกระทบด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงจากสงคราม รวมถึงภาวะเงินเฟ้อและการขาดแคลนเชื้อเพลิง
เซเลนสกียังระบุว่า ในบริบทที่สหรัฐฯกำลังให้ความสำคัญกับสงครามกับอิหร่าน การรอให้สงครามในยุโรปกลับไปอยู่ในศูนย์กลางความสนใจของวอชิงตันเป็นสิ่ง “ไม่ถูกต้อง” พร้อมเสนอให้ยุติสงครามผ่านการพูดคุยโดยตรงระหว่างเขาและปูติน โดยเตือนว่าหากปูตินไม่ตัดสินใจเองว่า “ถึงเวลายุติสงครามแล้ว” ยูเครนจะเดินหน้าสู้เพื่อการดำรงอยู่ของตนต่อไป ปูตินยืนยันว่าเขาได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวแล้ว
กรอบประเด็นเรื่องข้อจำกัดการโจมตีระยะไกลไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน 2024 ปูตินเคยเตือนว่าหากชาติตะวันตกอนุญาตให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธระยะไกลที่จัดหาโดยพวกเขาโจมตีเป้าหมายภายในรัสเซีย จะถือเป็นการเปลี่ยน “ธรรมชาติของความขัดแย้ง” และเป็นสัญญาณว่าชาติสมาชิก NATO รวมถึงสหรัฐฯและยุโรป “กำลังทำสงครามกับรัสเซีย” อย่างไรก็ดี ในเดือนพฤศจิกายน 2024 สหรัฐฯและ NATO ก็เปิดไฟเขียวให้ยูเครนเริ่มใช้ขีปนาวุธระยะไกลของชาติตะวันตกโจมตีรัสเซีย โดยรัสเซียยังไม่ได้ประกาศสงครามกับ NATO อย่างเป็นทางการ
ในเชิงการทูต ตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่สองในเดือนมกราคม 2025 เขาให้คำมั่นว่าจะผลักดันการยุติสงคราม และได้พบทั้งปูตินและเซเลนสกีเพื่อหารือในหลายวาระ แต่ความพยายามดังกล่าวยังไม่บรรลุผล ผู้นำสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และโปแลนด์ก็ได้เดินทางเยือนเคียฟเพื่อแสดงความเป็นเอกภาพเคียงข้างยูเครน ซึ่งปูตินคัดค้านอย่างหนัก โดยตั้งคำถามว่าประเทศในสหภาพยุโรปจะทำหน้าที่เป็นคนกลางได้อย่างไรในเมื่อกำลังสนับสนุนยูเครนในเชิงอาวุธ
การเจรจาหยุดยิงจึงหยุดชะงัก เนื่องจากรัสเซียยืนกรานจะรักษาการยึดครองดินแดนในยูเครน ขณะที่ยูเครนย้ำจุดยืนไม่ยอมสละอาณาเขตใดๆ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ปูตินส่งสัญญาณไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยระบุว่ามอสโกพร้อมเปิดการหารือใหม่บนฐานข้อเสนอที่เคยเจรจาในอิสตันบูลเมื่อปี 2022 ซึ่งรวมถึงข้อเรียกร้องให้ยูเครนยอมสละภูมิภาคดอนบาส อีกด้านหนึ่ง เขากล่าวว่ากำลังคาดหวังความพยายามทางการทูตจากวอชิงตัน พร้อมอ้างถึงผู้แทนสหรัฐฯอย่าง สตีฟ วิทคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ที่อาจเดินทางไปมอสโกหลังสงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านคลี่คลาย
ปูตินยอมรับว่าการพบกับทรัมป์ในรัฐอลาสก้าเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาไม่ได้นำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพ และเสนอว่าพันธมิตรอย่างเบลารุสอาจมีบทบาทช่วยในความพยายามสันติภาพระยะต่อไป ฝั่งนักวิเคราะห์อย่างเอียน เลสเซอร์มองว่า การที่ปูตินปฏิเสธข้อจำกัดการใช้ขีปนาวุธระยะไกลสะท้อนความไม่พร้อมที่จะเข้าสู่การเจรจาอย่างจริงจังเพื่อยุติหรือจำกัดสงคราม ทั้งต่อยูเครนและในบริบทความสัมพันธ์กับ NATO พร้อมย้ำว่ารัสเซียไม่ต้องการส่งสัญญาณความอ่อนแอในสายตาทั้งสองฝ่าย
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/3o6vic