.
จีนตอบโต้สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำคุมส่งออก 10 บริษัท และห้ามหน่วยงานรัฐจัดซื้อ 46 แห่ง สะเทือนซัพพลายเชนอเมริกา
23-6-2026
สำนักข่าว China Daily รายงานว่า จีนประกาศมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ อย่างครอบคลุม โดยขึ้นบัญชีควบคุมการส่งออกบริษัทสหรัฐฯ 10 แห่ง และสั่งห้ามหน่วยงานภาครัฐจัดซื้อสินค้าจากอีก 46 บริษัท เพื่อตอบโต้โดยตรงต่อการที่วอชิงตันขยายรายชื่อบริษัทจีนที่ถูกจัดว่าเกี่ยวข้องกับกองทัพ
ประเทศจีน (China) ได้ประกาศใช้มาตรการตอบโต้เป็นวงกว้างต่อประเทศสหรัฐฯ (US) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยส่งผลให้มีการขึ้นบัญชีควบคุมการส่งออกต่อบริษัทของสหรัฐฯ จำนวน 10 แห่ง และสั่งห้ามหน่วยงานภาครัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทสหรัฐฯ อีกจำนวน 46 แห่ง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อการที่รัฐบาลวอชิงตัน (Washington) เพิ่งประกาศขยายบัญชีรายชื่อบริษัทที่อ้างว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน (Chinese military-linked companies)
บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า การยกระดับมาตรการตอบโต้ของจีนในครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึง 2 สัปดาห์ หลังจากที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน (Pentagon) ได้เพิ่มรายชื่อบริษัทจีนเข้าไปในบัญชีดำในภาคส่วนอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) และวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อกดดันให้สหรัฐฯ เพิกถอนนโยบายการจัดหมวดหมู่ที่ผิดพลาดดังกล่าว และกลับคืนสู่เส้นทางแห่งการเจรจาและความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกันอีกครั้ง
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์จีน (Ministry of Commerce) ได้แถลงการณ์การเพิ่มรายชื่อหน่วยงานของสหรัฐฯ จำนวน 10 แห่งเข้าไปในบัญชีควบคุมการส่งออก โดยสั่งห้ามการขายสินค้าที่ใช้งานได้สองทาง (Dual-use items) ซึ่งหมายถึงสินค้าและเทคโนโลยีที่มีขีดความสามารถในการนำไปประยุกต์ใช้งานได้ทั้งในภาคพลเรือนและภาคการทหาร ให้แก่กลุ่มบริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีดำดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมในภาคส่วนการบินและอวกาศ (Aerospace) การป้องกันประเทศ (Defense) วิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) การบริการทางทะเล (Maritime services) และภาคส่วนแร่โลหะหายาก (Rare earth sectors)
ตามประกาศระบุเพิ่มเติมว่า ห้ามไม่ให้องค์กรและบุคคลจากประเทศหรือภูมิภาคใดๆ ดำเนินการโอนย้ายหรือจัดส่งสินค้าที่ใช้งานได้สองทาง (Dual-use items) ที่มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน (China) ให้แก่หน่วยงานสหรัฐฯ ที่ระบุไว้ในบัญชีดำ และกำหนดให้ยุติกิจกรรมการส่งออกใดๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่โดยทันที
โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนระบุในแถลงการณ์แยกต่างหากว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นขั้นตอนที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการ "ตอบโต้ต่อการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เพิ่มรายชื่อเข้าไปในบัญชีดำที่เรียกว่า 'บัญชีรายชื่อบริษัททหารจีน' (Chinese military company list) อย่างมุ่งร้าย"
ทั้งนี้ บัญชีรายชื่อที่ได้รับการปรับปรุงล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ครอบคลุมหน่วยงานของจีนจำนวนมากกว่า 180 แห่ง ซึ่งในปัจจุบันขอบเขตของบัญชีดำดังกล่าวได้แผ่ขยายไปไกลกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศแบบดั้งเดิม โดยรุกคืบเข้าสู่ภาคส่วนเทคโนโลยีใหมอย่างระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud computing) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics)
บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แคมเปญการขึ้นบัญชีดำของรัฐบาลวอชิงตันเพื่อสกัดกั้นการก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของจีนผ่านการจำกัดขอบเขตในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ได้กลายเป็นการเพิ่มความผันผวนครั้งใหม่ให้แก่ความสัมพันธ์ทวิภาคี ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวเพิ่งจะเริ่มแสดงสัญญาณของการฟื้นตัวชั่วคราว หลังจากที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันหลายประการ ณ กรุงปักกิ่ง (Beijing) เมื่อเดือนที่ผ่านมา
เลียว ฟาน (Liao Fan) ผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐศาสตร์และการเมืองโลกแห่งสภาสังคมศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Chinese Academy of Social Sciences' Institute of World Economics and Politics) กล่าวว่า "ประเทศจีนไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้นสร้างความขัดแย้ง และจะไม่ยอมปล่อยให้การข่มขู่ฝ่ายเดียวแผ่ขยายออกไปโดยไม่มีการตรวจสอบเช่นกัน เมื่อฝ่ายอื่นก้าวล้ำเส้นสีแดง เราจำเป็นต้องตอบโต้ตามกฎระเบียบเพื่อปกป้องเส้นสีแดงด้านความมั่นคงแห่งชาติ ปกป้องผลประโยชน์ทางอุตสาหกรรมของเรา และรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการค้าโลก"
นอกจากนี้ เลียว (Liao) ยังตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการนี้จะกลายสภาพมาเป็น "กลไกป้องปราม" (Deterrence mechanism) ที่บีบให้รัฐบาลวอชิงตันต้องคิดทบทวนอย่างรอบคอบเป็นทวีคูณก่อนที่จะบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมในอนาคต
ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจที่เผยแพร่โดยสภาธุรกิจสหรัฐฯ-จีน (US-China Business Council) เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาพบว่า แรงกดดันที่ทวีความรุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจของสหรัฐฯ ในจีนนั้น มีสาเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนรอบด้านมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ เอง และมาตรการตอบโต้ของจีนซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการดำเนินการของสหรัฐฯ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมความท้าทายให้แก่บริษัทสหรัฐฯ ในภาคสนาม
กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า หากรัฐบาลปักกิ่ง (Beijing) ตัดสินใจขยายขอบเขตมาตรการควบคุมการส่งออกใดๆ เพิ่มเติมในอนาคต มีแนวโน้มที่จะบีบบังคับให้บริษัทของสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับกระบวนการที่ต้องสูญเสียต้นทุนมูลค่ามหาศาลและใช้เวลานานหลายปีในการปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply chains) ใหม่ทั้งหมด
ในมาตรการแยกต่างหากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังจีน (Ministry of Finance) ได้ประกาศคำสั่งห้ามจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ (Government procurement) จากบริษัทสหรัฐฯ จำนวน 46 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทผู้รับเหมาด้านการป้องกันประเทศรายใหญ่อย่าง ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) และเรย์เธียน (Raytheon) โดยคำสั่งห้ามดังกล่าวครอบคลุมถึงการสั่งห้ามบริษัทในเครือ (Subsidiaries) ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบเหล่านั้นเข้ามาดำเนินกิจการภายในประเทศจีนด้วย
ซุย ฟาน (Cui Fan) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศในปักกิ่ง (University of International Business and Economics in Beijing) วิเคราะห์ว่า ลักษณะการตอบโต้ของจีนผ่านกระบวนการปรับเทียบที่ผ่านการคำนวณมาอย่างแม่นยำ (Calibrated nature of the response) ซึ่งมุ่งเป้าไปที่หน่วยงานเฉพาะเจาะจงมากกว่าอุตสาหกรรมในวงกว้าง และยกเว้นการบังคับใช้แก่บริษัทที่ร่วมลงทุนโดยสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินงานอยู่ในจีน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลปักกิ่งกำลังพยายามกดดันเพื่อให้รัฐบาลวอชิงตันเปลี่ยนทิศทางนโยบาย ไม่ใช่ต้องการที่จะยกระดับความตึงเครียด (Escalate tensions) ให้รุนแรงยิ่งขึ้นแต่อย่างใด
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.chinadaily.com.cn/a/202606/22/WS6a395244a310986e2b461452.html