.
กองทัพเรือสหรัฐฯ เปิดฉาก ‘Pacific Partnership 2026’ รุกอาเซียน หวังคานอำนาจจีนในอินโด–แปซิฟิก
19-6-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) ได้เปิดฉากปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมประจำปีครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยหันมามุ่งเน้นพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนอีกครั้ง
บรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่า ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลวอชิงตันในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น และขับเคลื่อนเครื่องมือทรงพลังทางซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ในภูมิภาคที่เป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันช่วงชิงอำนาจกับประเทศจีน (China)
ภารกิจดังกล่าวใช้ชื่อว่า "แปซิฟิก พาร์ตเนอร์ชิป 2026" (Pacific Partnership 2026) ถือเป็นความพยายามประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพลเรือนทางทะเลในอินโด-แปซิฟิก
ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากกำลังพลของสหรัฐฯ เดินภาพออกจากเมืองซานดิเอโก (San Diego) เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม มุ่งหน้าสู่ศูนย์ประสานงานภารกิจในประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines)
สำหรับภารกิจที่มีระยะเวลานาน 5 เดือนนี้ จะรวบรวมบุคลากรจำนวน 300 นาย เพื่อเข้าจอดเทียบท่าและดำเนินภารกิจในประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) ประเทศติมอร์-เลสเต (East Timor) และประเทศเวียดนาม (Vietnam) ควบคู่ไปกับภารกิจที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศฟิจิ (Fiji) และประเทศปาเลา (Palau)
ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วยกำลังพลของกองทัพเรือสหรัฐฯ 150 นาย ร่วมกับทหารจากประเทศพันธมิตรและหุ้นส่วน ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย (Australia) ประเทศเยอรมนี (Germany) ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ประเทศญี่ปุ่น (Japan) ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand) ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) และประเทศเกาหลีใต้ (South Korea)
ซึ่งแตกต่างจากภารกิจในปี 2025 ที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก ได้แก่ ฟิจิ ตองกา ปาปัวนิวกินี ไมโครนีเซีย ปาเลา ซามัว และวานูอาตู โดยมีฟิลิปปินส์เป็นจุดแวะพักเพียงแห่งเดียวในอาเซียน
ในปีนี้นับเป็นวันครบรอบปีที่ 20 ของภารกิจประจำปีดังกล่าว ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการตอบสนองของสหรัฐฯ และนานาชาติต่อเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเมื่อวันบ็อกซิ่งเดย์ (Boxing Day tsunami) ในปี 2004 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 200,000 รายใน 14 ประเทศ
กัปตัน โรเบิร์ต เรเยส (Robert Reyes) ผู้บัญชาการภารกิจแปซิฟิก พาร์ตเนอร์ชิป ในปีนี้ แถลงข่าวเมื่อวันพุธว่า มหันตภัยครั้งนั้นทำให้ภูมิภาคเรียนรู้ว่าไม่สามารถเผชิญหน้าเพียงลำพังโดยปราศจากความร่วมมือจากพันธมิตรได้ ในปี 2006 จึงจัดตั้งภารกิจนี้ขึ้นเพื่อสร้างและสานสัมพันธ์ในภูมิภาค รวมถึงยกระดับความร่วมมือโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความยืดหยุ่นรับมือภัยพิบัติ
นอกจากนี้ เรเยสยังระบุในแถลงการณ์แยกต่างหากถึงความมุ่งมั่นที่เป็นหนึ่งเดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง (Free and open Indo-Pacific) โดยการเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคผ่านการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศเจ้าบ้านในการเตรียมพร้อมและก้าวผ่านวิกฤต
พร้อมชี้ว่าภัยธรรมชาติไม่มีพรมแดน ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเพศ ทุกคนได้รับผลกระทบอย่างเท่าเทียมกัน ภารกิจนี้จึงสำคัญยิ่งในการทำให้ประเทศเจ้าบ้านสามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้ด้วยตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ตระหนักว่าพวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยวและสามารถพึ่งพาความช่วยเหลือจากพันธมิตรได้เสมอ
โดยการมุ่งเน้นไปที่กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในปีนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการจำกัดขอบเขตพื้นที่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอันกว้างใหญ่ ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มเติมคือการทำงานร่วมกันที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลายประการของอาเซียน
ภารกิจครั้งนี้เกิดขึ้นตามหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่เกิดขึ้นในภูมิภาค โดยล่าสุดเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.7 นอกชายฝั่งเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ได้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.8 สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มียอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 68 ราย
ด้านพันเอก อแลง ลาเฟรนิแยร์ (Alain Lafreniere) จากกองทัพแคนาดา (Canadian Armed Forces) ในฐานะรองผู้บัญชาการภารกิจ แปซิฟิก พาร์ตเนอร์ชิป กล่าวว่า การตอบสนองต่อภัยธรรมชาติมีความยากลำบากและท้าทายมาก ซึ่งทำให้การทำงานร่วมกันเมื่อเกิดเหตุจริงเป็นไปได้ยากขึ้น
แนวคิดของภารกิจนี้จึงเป็นการฝึกซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อม เรียนรู้วิธีการร่วมมือกัน และสร้างความสัมพันธ์ที่จำเป็น เพื่อให้พันธมิตรระหว่างประเทศมีความพร้อมร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
การดำเนินงานดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้นสำหรับรัฐบาลวอชิงตันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผลสำรวจหลายสำนักชี้ให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่อบทบาทนำของสหรัฐฯ และแนวโน้มที่อาเซียนเริ่มหันไปเลือกประเทศจีนมากขึ้นหากถูกบังคับให้ต้องเลือกข้าง
โดยผลสำรวจสถานะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี (State of Southeast Asia survey) โดยสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak Institute ในประเทศสิงคโปร์ (Singapore) พบว่า จีนได้แซงหน้าสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจที่ภูมิภาคนี้โปรดปราน โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเลือกปักกิ่ง 52% ขณะที่เลือกวอชิงตัน 48% ยิ่งไปกว่านั้น การบริหารประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ ยังถูกระบุว่าเป็นความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์อันดับหนึ่งของภูมิภาคนี้สูงถึง 51.9%
มัตเตโอ ปิอาเซนตินี (Matteo Piasentini) อาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ ดิลิมัน (University of the Philippines Diliman) แสดงทัศนะว่า กองทัพเรือที่มีขีดความสามารถในการฝึกอบรมด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ถือเป็นส่วนสำคัญในการดึงดูดและสร้างความผูกพันกับอาเซียน
ขณะที่ เชสเตอร์ คาบาลซา (Chester Cabalza) ประธานสถาบันคลังสมอง International Development and Security Cooperation ในกรุงมะนิลา ชี้ว่า การปิดตัวลงของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกาหรือยูเสด (USAID) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ที่ผ่านมา มีส่วนบีบให้ภารกิจที่ขับเคลื่อนโดยกองทัพอย่าง แปซิฟิก พาร์ตเนอร์ชิป ต้องทำหน้าที่เป็นสมอเรือหลักในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของอเมริกาในภูมิภาคนี้
โดยระบุว่าภารกิจนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่วอชิงตันกำลังใช้เครื่องมือซอฟต์พาวเวอร์เพื่อรุกคืบกลับเข้าสู่อาเซียนอีกครั้ง และการเดินเรือประจำปีนี้มีเป้าหมายเพื่อคานอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนทั้งในด้านฮาร์ดพาวเวอร์และซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อรักษาอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง
คาบาลซาอธิบายว่านี่เป็น "ภารกิจที่ปราศจากการบังคับ" และเป็นการเปิดช่องทางที่ลดทอนมิติทางการเมืองเพื่อเข้าสู่ภูมิภาคที่กำลังเอนเอียงไปทางจีน ซึ่งการทูตทางเรือนี้ช่วยรักษาการคงอยู่ของสหรัฐฯ ได้อย่างยั่งยืนโดยไม่เกิดความขัดแย้งทางการทูตหรือกระแสต่อต้านจากกลุ่มประเทศอาเซียนภาคพื้นทะเล พร้อมระบุว่าภูมิภาคนี้คือ "หัวใจทางภูมิรัฐศาสตร์" ของอินโด-แปซิฟิก เนื่องจากเป็นแหล่งรวมของเศรษฐกิจเกิดใหม่และเป็นช่องแคบทางทะเลที่สำคัญของโลก
อย่างไรก็ตาม ปิอาเซนตินีได้โต้แย้งประเด็นนี้โดยมองว่าภารกิจดังกล่าวไม่ได้เชื่อมโยงกับการปิดตัวของ USAID เนื่องจากเป็นข้อริเริ่มที่มีมานานถึง 20 ปีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาค แต่ยอมรับว่าภารกิจนี้สอดคล้องกับข้อกังวลหลายประการของอาเซียน และคาดว่าการคงอยู่ของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังคงไม่จางหายไปไหน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3357424/us-navy-flexes-soft-power-renewed-pivot-southeast-asia-amid-regional-rivalry?module=top_story&pgtype=section