เปิดดีลลับ EU ต่อสายตรงเครมลินเจรจาปูติน
เปิดดีลลับ EU ต่อสายตรงเครมลิน หาช่องทางเจรจาปูตินยุติสงครามยูเครน หลังโดนสหรัฐฯ กีดกันพ้นดีลสันติภาพ
18-6-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประธานสภายุโรป อันโตนิโอ คอสตา (Antonio Costa) ได้เปิดช่องทางติดต่อกับทำเนียบเครมลิน (Kremlin) เพื่อหาทางดึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) เข้าสู่การหารือว่าด้วยแนวทางยุติสงครามในยูเครน (Ukraine) ท่ามกลางความพยายามของยุโรปที่จะเพิ่มบทบาทในสมการสันติภาพ ภายหลังถูกกันออกจากโต๊ะเจรจาที่สหรัฐอเมริกา (US) เป็นผู้ขับเคลื่อนอยู่ก่อนแล้ว
แหล่งข่าวผู้ขอสงวนนามเนื่องจากเป็นการหารือเป็นการภายใน เปิดเผยว่า ที่ปรึกษาระดับสูงของ นายแอนโตนิโอ คอสตา (Antonio Costa) ได้ต่อสายพูดคุยทางโทรศัพท์จำนวน 2 ครั้งกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียที่มีความใกล้ชิดกับ นายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) โดยมีเป้าหมายเพื่อปูทางไปสู่การเจรจาที่มีเนื้อหาสำคัญและเป็นรูปธรรมมากขึ้นในอนาคต
ขณะที่โฆษกหญิงของ นายแอนโตนิโอ คอสตา (Antonio Costa) ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว และทางด้าน นายดมิทรี เพสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกของ นายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ก็ไม่ได้ตอบกลับอีเมลที่ส่งไปเพื่อขอความคิดเห็นในเรื่องนี้
“พวกเราจำเป็นต้องมีการหารือกับรัสเซียในเวลาที่เหมาะสม เพื่อจัดการกับประเด็นปัญหาความมั่นคงร่วมกันของพวกเรา” นายแอนโตนิโอ คอสตา (Antonio Costa) กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อเดือนที่แล้ว
ก่อนหน้านี้ กลุ่มประเทศสมาชิก EU บางประเทศได้เสนอแนวคิดในการแต่งตั้งทูตพิเศษเพื่อทำหน้าที่เจรจากับรัฐบาลมอสโก ในขณะที่ทางกลุ่มประเทศยุโรปพยายามที่จะมีบทบาทในการสร้างหลักประกันความสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซีย ทว่าแนวคิดดังกล่าวกลับเต็มไปด้วยข้อถกเถียงและความเสี่ยงอย่างยิ่ง โดย นายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้เสนอชื่ออดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนี นายแกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์ (Gerhard Schroeder) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับค่าตอบแทนจากทำเนียบเครมลิน (Kremlin) มานานหลายทศวรรษผ่านการทำงานให้กับบริษัท Gazprom PJSC
ด้านประเทศเยอรมนี (Germany) ประเทศฝรั่งเศส (France) และสหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกของยุโรป ได้ร่วมกันหารือแยกเป็นการภายในถึงยุทธศาสตร์ในการดึง นายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) เข้าสู่การเจรจาสันติภาพ โดยมีการประสานงานร่วมกับประธานาธิบดียูเครน นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy) ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยุโรปมองเห็นโอกาสในการนำ นายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) กลับคืนสู่โต๊ะเจรจา เนื่องจากกองกำลังของทำเนียบเครมลินกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการรุกคืบในสมรภูมิ ขณะที่ยูเครนได้ยกระดับการโจมตีเข้าไปในดินแดนของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง และต้นทุนทางเศรษฐกิจของสงครามครั้งนี้ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยุโรปมีเป้าหมายร่วมกันในการประสานงานแนวทางปฏิบัติของพวกตน ในขณะที่สงครามกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เฟสใหม่ และพวกเขากำลังเตรียมความพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่จะต้องมีการสื่อสารติดต่อกับทำเนียบเครมลินเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ ข้อตกลงสันติภาพระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง จะช่วยลดรายได้จากการส่งออกพลังงานของรัสเซียลงอีกด้วย
อย่างไรก็ดี นายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้ปฏิเสธทุกข้อเรียกร้องในการหยุดยิงเพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาสันติภาพ โดยอ้างว่าการหยุดยิงจะเปิดโอกาสให้กรุงเคียฟสามารถสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่และเสริมสร้างแนวป้องกันของตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น นอกเหนือจากนี้เขายังปฏิเสธการปรากฏตัวของกองกำลังทหารยุโรปในยูเครน โดย นายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ต้องการให้ยูเครนยอมสละดินแดนในภูมิภาคโดเนตสก์ (Donetsk) ทางภาคตะวันออก ซึ่งกองทัพรัสเซียยังไม่สามารถเข้ายึดครองได้ในการสู้รบนับตั้งแต่ปี 2014 เพื่อเป็นเงื่อนไขสำคัญในข้อตกลงสันติภาพใด ๆ ทว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากทางกรุงเคียฟ
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และรัฐบาลมอสโกได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงภายหลังการเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบของรัสเซียในปี 2022 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งสองฝ่ายมีการติดต่อทวิภาคีร่วมกันเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
แม้ว่าการรื้อฟื้นการเจรจากับรัสเซียจะเป็นประเด็นต้องห้ามที่ถูกปิดกั้นมาเป็นเวลานาน ทว่านับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เริ่มต้นการเจรจาสันติภาพกับ นายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) เมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้กลุ่มประเทศยุโรปต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันในการช่วงชิงเก้าอี้และพื้นที่ในการเข้าร่วมโต๊ะเจรจาดังกล่าว เนื่องจากข้อตกลงใด ๆ ในการยุติสงครามในยูเครนจะส่งผลกระทบและสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความมั่นคงของ EU อย่างมีนัยสำคัญ
ปูตินโยนความผิดให้ EU
ทางด้าน EU ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหลักด้านการเงินและคลังอาวุธให้แก่ยูเครนนับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของสงคราม กลับถูกกีดกันและไม่มีส่วนร่วมเป็นส่วนใหญ่ในการเจรจาสันติภาพที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ยหลัก
ยิ่งไปกว่านั้น การจัดการประชุมใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นร่วมกับ นายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ยังมีความเสี่ยงที่จะช่วยส่งมอบชัยชนะด้านการโฆษณาชวนเชื่อให้แก่ฝ่ายรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการประชุมดังกล่าวจัดขึ้น ณ กรุงมอสโก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทำเนียบเครมลินสามารถกำหนดและควบคุมแผนการแสดงภาพลักษณ์ทั้งหมดได้อย่างเบ็ดเสร็จ
นายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้กล่าวอ้างซ้ำหลายครั้งว่า ยุโรปคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการเป็นผู้จุดชนวนให้เกิดสงครามในยูเครน จากการให้การสนับสนุนการโค่นล้มอำนาจของอดีตประธานาธิบดีที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียอย่าง นายวิกเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2014 แม้ว่าในอดีต EU จะเคยช่วยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อตกลงเพื่อยุติการประท้วงต่อต้านระบอบการปกครองของ นายวิกเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) ภายหลังเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตกับตำรวจควบคุมฝูงชน ทว่าข้อตกลงดังกล่าวกลับพังทลายลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้ นายวิกเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) ต้องหลบหนีไปยังประเทศรัสเซีย
นอกเหนือจากนี้ นายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ยังได้กล่าวหาว่ายุโรปใช้ประโยชน์จากข้อตกลงมินสก์ (Minsk agreements) ในปี 2014 และปี 2015 ที่มีเป้าหมายเพื่อระงับการสู้รบทางภาคตะวันออกของยูเครน มาเป็นข้ออ้างในการติดอาวุธรอบใหม่และปรับปรุงขีดความสามารถให้แก่กองกำลังทหารของยูเครน ทั้งนี้ กลุ่มตัวแทนที่ฝั่งรัสเซียหนุนหลังเป็นผู้เริ่มต้นความขัดแย้งในภูมิภาคดอนบาส (Donbas) ทางภาคตะวันออกของยูเครน ภายหลังจากที่ นายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) เข้ายึดครองคาบสมุทรไครเมีย (Crimea) ในปี 2014
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-17/eu-chief-reaches-out-to-moscow-to-set-up-back-channel-to-putin?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy