สหรัฐฯ ถอนทหารส่งมอบฐานทัพให้ซีเรีย
สหรัฐฯ ถอนทหารส่งมอบฐานทัพยุทธศาสตร์ให้ซีเรีย หลัง "ทรัมป์" เดินหน้ากระชับมิตรพันธมิตรใหม่ในตะวันออกกลาง
13-2-2026
Newsweek รายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ (US) ได้ดำเนินการถอนกำลังพลออกจากฐานทัพที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในซีเรีย (Syria) พร้อมส่งมอบการควบคุมให้แก่กองกำลังที่ขึ้นตรงกับรัฐบาลซีเรียชุดปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ถึงการกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างทำเนียบขาว (White House) และกรุงดามัสกัส (Damascus) นับตั้งแต่การล่มสลายของอดีตประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด (Bashar al-Assad) เมื่อกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา
สำนักข่าวเอเอฟพี (Agence-France Press) รายงานเป็นแห่งแรกเมื่อวันพุธว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เดินทางออกจากฐานทัพ อัล-ตานฟ์ (Al-Tanf) ซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงใต้ของซีเรีย ติดกับชายแดนอิรัก (Iraq) และจอร์แดน (Jordan) โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวความมั่นคงของซีเรีย
แหล่งข่าวภายในกองทัพซีเรียเสรี (Syrian Free Army - SFA) ซึ่งเป็นกลุ่มเดิมที่รู้จักกันในนาม "กองทัพหน่วยรบปฏิวัติ" (Revolutionary Commando Army) ที่เคยปฏิบัติงานร่วมกับกองกำลังผสมนำโดยสหรัฐฯ ณ ฐานทัพอัล-ตานฟ์ ยืนยันกับนิวส์วีค (Newsweek) ว่า กองกำลังสหรัฐฯ ทั้งหมดได้ถอนตัวออกไปแล้ว โดยหน่วยรบจากกองพลที่ 54 สังกัดกระทรวงกลาโหมซีเรีย ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี อาหมัด อัล-ชาราส (Ahmad al-Sharaa) ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจในเดือนธันวาคม 2024 ได้เข้ามารับผิดชอบดูแลฐานทัพดังกล่าวแทน
แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกองทัพซีเรียเสรี (SFA) ได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงมหาดไทยซีเรีย ซึ่งมีกำลังพลประจำการอยู่ที่ฐานทัพอัล-ตานฟ์เช่นกัน
กระทรวงกลาโหมซีเรียได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี โดยประกาศว่า "ภายใต้การประสานงานระหว่างฝ่ายซีเรียและฝ่ายอเมริกา หน่วยรบของกองทัพอาหรับซีเรีย (Syrian Arab Army) ได้เข้าครอบครองฐานทัพอัล-ตานฟ์ พร้อมทั้งดูแลความปลอดภัยของฐานทัพและพื้นที่โดยรอบ และได้เริ่มวางกำลังบริเวณชายแดนซีเรีย-อิรัก-จอร์แดน ในทะเลทรายอัล-ตานฟ์แล้ว" นอกจากนี้ทางกระทรวงยังระบุว่า กองกำลังตระเวนชายแดนจะเริ่มเข้าปฏิบัติหน้าที่และวางกำลังในพื้นที่ดังกล่าวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ทางด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ยืนยันการส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวผ่านแถลงการณ์ที่ส่งถึงนิวส์วีค (Newsweek) โดยระบุว่าบุคลากรของหน่วยได้ "เสร็จสิ้นการถอนกำลังอย่างเป็นระเบียบจากฐานทัพอัล-ตานฟ์ในซีเรีย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยกองกำลังผสมเฉพาะกิจร่วม - ปฏิบัติการ Inherent Resolve (CJTF-OIR)"
พลเอก แบรด คูเปอร์ (Brad Cooper) ผู้บัญชาการ CENTCOM ระบุในแถลงการณ์ว่า "กองทัพสหรัฐฯ ยังคงเตรียมพร้อมตอบโต้ต่อภัยคุกคามจากกลุ่ม ISIS ที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาค ในขณะที่เราให้การสนับสนุนความพยายามของพันธมิตรในการป้องกันการฟื้นตัวของเครือข่ายก่อการร้าย การรักษาแรงกดดันต่อกลุ่ม ISIS เป็นสิ่งจำเป็นต่อการปกป้องมาตุภูมิของสหรัฐฯ และเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค"
สหรัฐฯ ได้เข้าปฏิบัติการ ณ ฐานทัพอัล-ตานฟ์ มาเป็นเวลาประมาณหนึ่งทศวรรษ โดยเริ่มเข้าไปประจำการในช่วงการต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) ที่เข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าวในปี 2015 ซึ่งสหรัฐฯ ได้กำหนดเขตลดความขัดแย้ง (Deconfliction zone) รัศมี 35 ไมล์รอบฐานทัพ เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวไม่เพียงแต่กลุ่มนักรบจีฮัด แต่ยังรวมถึงกองกำลังของรัฐบาลอัสซาดและพันธมิตร ซึ่งรวมถึงกองทัพรัสเซีย (Russia) และกลุ่มติดอาวุธที่ฝักใฝ่อิหร่าน (Iran) ที่ปฏิบัติภารกิจปราบปราม ISIS ควบคู่กันไป
ฐานทัพแห่งนี้เคยตกเป็นเป้าวิจารณ์อย่างหนักจากมอสโก (Moscow) เกี่ยวกับนโยบายของวอชิงตันในซีเรีย โดยรัสเซียกล่าวหาซ้ำหลายครั้งว่าสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพแห่งนี้สนับสนุนกลุ่มติดอาวุธเพื่อบั่นทอนรัฐบาลซีเรีย นอกจากนี้ยังเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานการณ์มนุษยธรรมในค่ายผู้อพยพยุคบาน (Rukban) ซึ่งวอชิงตันและดามัสกัสต่างโต้แย้งกันเรื่องความรับผิดชอบต่อการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่หยุดชะงัก
อัล-ตานฟ์ยังเคยเป็นจุดปะทะที่สร้างความตึงเครียดระหว่างวอชิงตันและเตหะราน (Tehran) โดยกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรในพื้นที่ถูกโจมตีหลายครั้งจากกลุ่มติดอาวุธที่ฝักใฝ่อิหร่าน ซึ่งรวมถึงกลุ่มที่มีฐานที่มั่นในอิรัก แม้การประจำการของสหรัฐฯ จะมีเหตุผลหลักคือการปราบปราม ISIS แต่ในทางปฏิบัติยังทำหน้าที่เป็นฐานเพื่อสกัดกั้นเครือข่าย "อักษะแห่งแรงต้าน" (Axis of Resistance) ของอิหร่านที่ปฏิบัติการอยู่ทั่วภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกผันเมื่อรัฐบาลอัสซาดล่มสลายจากการบุกโจมตีของกลุ่มกบฏนำโดยกลุ่มอิสลามิสต์ นายอัล-ชาราส (Sharaa) ผู้นำกลุ่ม Hayat Tahrir al-Sham ซึ่งเคยมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอัลกออิดะฮ์ ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจในกรุงดามัสกัสเมื่อเดือนธันวาคม 2024 โดยมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมประเทศที่ตกอยู่ในสงครามกลางเมืองมาตั้งแต่ปี 2011 ให้เป็นหนึ่งเดียว
นายอัล-ชาราส (Sharaa) ยังได้พยายามสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับทำเนียบขาว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เข้ารับตำแหน่งเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการเปลี่ยนอำนาจในซีเรีย ความพยายามนี้เริ่มเห็นผลอย่างรวดเร็ว โดยทรัมป์ได้พบกับอัล-ชาราสถึง 2 ครั้งในปีที่ผ่านมา และได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่เคยประกาศใช้ในสมัยของอัสซาด ซึ่งสหรัฐฯ เคยกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง
กระนั้น รัฐบาลของอัล-ชาราสเองก็ตกเป็นเป้าข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน โดยเฉพาะการเพ่งเล็งกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย อย่างไรก็ตาม ผู้นำซีเรียได้ให้คำมั่นว่าจะบริหารประเทศอย่างทั่วถึงและเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่ได้รับการชื่นชมจากรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งให้การสนับสนุนความพยายามของดามัสกัสในการรวมศูนย์อำนาจ รวมถึงเหนือพื้นที่กึ่งปกครองตนเองที่ถือครองโดยกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (SDF) ที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุนในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ
แม้จุดยืนของสหรัฐฯ จะได้รับการสนับสนุนจากบางประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะตุรกี (Turkey) ซึ่งเป็นพันธมิตรในนาโต (NATO) แต่ท่าทีดังกล่าวได้สร้างความกังวลอย่างลึกซึ้งให้แก่อิสราเอล (Israel) ซึ่งได้ดำเนินการโจมตีและบุกจู่โจมในซีเรียหลายครั้งหลังยุคอัสซาด เจ้าหน้าที่อิสราเอล รวมถึงนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ซึ่งได้เข้าพบทรัมป์ ณ ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ได้แสดงความเคลือบแคลงสงสัยอย่างหนักต่อนายอัล-ชาราสและภูมิหลังในฐานะนักรบอิสลามิสต์
ทั้งนี้ กองทัพอิสราเอล (IDF) ปฏิเสธที่จะให้ความคิดเห็นต่อคำร้องขอจากนิวส์วีค (Newsweek)
ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ระบุในแถลงการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า "สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนซีเรียที่มีเสถียรภาพ เป็นอันหนึ่งอันเดียว และอยู่อย่างสันติกับเพื่อนบ้าน" และเสริมว่า "เราต้องการเห็นซีเรียที่ไม่เป็นแหล่งพักพิงให้แก่กลุ่มก่อการร้ายใดๆ และสามารถรับรองความปลอดภัยให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยทุกกลุ่มได้"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/us-hands-key-base-to-syria-as-trump-invests-in-new-middle-east-partner-11513275