ออสเตรเลียรับบท "สายเปย์" ทุ่มฐานทัพฟิลิปปินส์
ออสเตรเลียรับบท "สายเปย์" ทุ่มงบยกระดับฐานทัพฟิลิปปินส์ เป็น “แนวหน้า” รับมือจีนคานอำนาจจีน หลังความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ เริ่มสั่นคลอน
10-2-2026
SCMP รายงานว่า ออสเตรเลีย (Australia) ก้าวขึ้นมาเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศทางเลือกสำหรับฟิลิปปินส์ (Philippines) แทนที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นพันธมิตรยาวนาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลวอชิงตันต่อความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
เหล่านักสังเกตการณ์ระบุว่า ความสัมพันธ์ที่วิวัฒนาการไประหว่างแคนเบอร์รา (Canberra) และมะนิลา (Manila) นั้นขึ้นอยู่กับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของออสเตรเลียเอง ซึ่งในขณะนี้อาจมีความสอดคล้องกับฟิลิปปินส์มากกว่าความสัมพันธ์ที่ทั้งสองประเทศมีต่อสหรัฐฯ เสียด้วยซ้ำ
ในปีนี้ ออสเตรเลียได้ให้คำมั่นที่จะดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 8 แห่งในฐานทัพ 5 แห่งบนเกาะลูซอน (Luzon) โดยแคนเบอร์ราจะเป็นผู้นำในการก่อสร้าง การใช้งาน การยกระดับ และการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ตามรายงานของสื่อออสเตรเลีย แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยสถานที่ตั้งที่แน่ชัดและงบประมาณส่วนสุดท้ายก็ตาม
สำนักข่าว Rappler ของฟิลิปปินส์รายงานว่า "โครงการบนเกาะลูซอนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่กว้างขึ้นของออสเตรเลียในการเสริมสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงของภูมิภาค" โดยคาดการณ์ว่าฟิลิปปินส์จะเป็น "ด่านหน้า" หากเกิดสงครามระดับภูมิภาคในอนาคต
รายงานความหนา 27 หน้าจากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย (ASPI) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน ระบุว่า แคนเบอร์รามีเหตุผลอิสระในการลงทุนเพื่อความมั่นคงของฟิลิปปินส์ นอกเหนือจากการสนับสนุนยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในอินโด-แปซิฟิก โดยความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศของทั้งสองได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2017 จนกลายเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐฯ
ยวน เกรแฮม (Euan Graham) นักวิชาการอาวุโสจาก ASPI กล่าวว่า "ปัจจุบันแคนเบอร์รามีความสอดคล้องกับมะนิลามากกว่าวอชิงตัน ซึ่งสะท้อนถึงการรับรู้ภัยคุกคามร่วมกัน รวมถึงแนวโน้มการประสานงานระหว่างพันธมิตรที่ขับเคลื่อนด้วยความสงสัยร่วมกันต่อความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการคุ้มครองความมั่นคงของพันธมิตร"
เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาป้องกันประเทศเพื่อตอบโต้การขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ และได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงเพื่อความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปีนี้ เพื่อเปิดทางให้โครงการโครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่สนับสนุนโดยทุนของออสเตรเลีย
ทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ
ซิลเวีย โมนิกา กอร์สกา (Sylwia Monika Gorska) นักวิเคราะห์การเมืองระบุว่า มูลค่าทางยุทธศาสตร์ของเกาะลูซอนอยู่ที่ความใกล้ชิดกับทั้งทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน การที่ออสเตรเลียเข้าไปช่วยสร้างและใช้งานโครงสร้างพื้นฐานที่นั่น จะทำให้ออสเตรเลียสามารถเข้าถึงการปฏิบัติการและโลจิสติกส์ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ภายใต้อธิปไตยของฟิลิปปินส์แทนที่จะเป็นการตั้งฐานทัพของออสเตรเลียอย่างโจ่งแจ้ง
กอร์สกาเสริมว่า "นี่คือการส่งสัญญาณและการแบ่งเบาภาระที่ชัดเจน โดยการทุ่มเงินและบุคลากรลงในฐานทัพของฟิลิปปินส์ ออสเตรเลียกำลังแสดงให้วอชิงตันเห็นว่าพร้อมจะแบกรับความเสี่ยงทั้งทางการเมืองและการปฏิบัติการร่วมกับสหรัฐฯ และแสดงให้ประเทศในภูมิภาคเห็นว่าการสนับสนุนฟิลิปปินส์ไม่ใช่แค่เรื่องของสหรัฐฯ กับจีนเท่านั้น" ซึ่งจะช่วยเพิ่มต้นทุนหากมีการรุกราน เพราะการโจมตีสถานที่เหล่านั้นอาจดึงดูดให้ออสเตรเลียซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีขีดความสามารถสูงของสหรัฐฯ เข้าสู่ความขัดแย้งด้วย
โจชัว เอสเปนา (Joshua Espena) อาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระบุว่าแรงจูงใจของออสเตรเลียนั้นตรงไปตรงมา คือเพื่อรักษาความปลอดภัยในเพื่อนบ้านทางตอนเหนือและส่งเสริมเสรีภาพในการเดินเรือ อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียต้องตระหนักถึงความผันผวนของการเมืองภายในฟิลิปปินส์ในอนาคตด้วย
เอสเปนากล่าวอีกว่า แคนเบอร์ราดูจะยอมรับได้ว่าการริเริ่มใดๆ เพื่อเสริมสร้างการป้องปรามร่วมกันจะถูกมองในแง่ลบโดยรัฐบาลปักกิ่ง และอาจเผชิญกับมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ เช่น การจำกัดการค้าข้าวสาลีหรือแร่ธาตุสำคัญ นอกจากนี้ออสเตรเลียยังต้องสื่อสารกับอาเซียน (ASEAN) ให้ชัดเจนว่าการกระทำนี้มีผลบวกต่อสมดุลอำนาจในภูมิภาคเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มชนชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การปรับเปลี่ยนผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
หากออสเตรเลียสามารถแสดงให้เห็นว่าได้ร่วมแบ่งเบาภาระด้านความมั่นคงตามที่ระบุไว้ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงและยุทธศาสตร์ป้องกันชาติของสหรัฐฯ "ความพยายามนี้ก็น่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากรัฐบาลของ Trump" เอสเปนากล่าว
กอร์สกาปิดท้ายว่า การเมืองภายในของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนไปสู่แนวทางแบบ "ผลประโยชน์ต่างตอบแทน" (Transactional approach) ทำให้พันธมิตรเริ่มสงสัยในความยั่งยืนของการมีส่วนร่วมของอเมริกา สิ่งนี้ผลักดันให้ออสเตรเลียต้องล็อคบทบาทในภูมิภาคของตนเองผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรอย่างฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น เพื่อสร้างหลักประกันหากการเมืองสหรัฐฯ หันกลับไปเน้นนโยบายโดดเดี่ยวอีกครั้ง โดยบทบาทของออสเตรเลียนั้นเป็นการสนับสนุน (Enabler) มากกว่าการแข่งกับสหรัฐฯ เพื่อทำให้การป้องปรามดูเป็นการร่วมมือกันของกลุ่มพันธมิตรมากกว่าที่จะเป็นภารกิจของประเทศเดียว
---
IMCT NEWS
ที่มาhttps://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3342824/why-australia-picking-tab-philippine-military-upgrades?module=perpetual_scroll_0&pgtype=article