การเจรจา สหรัฐฯ–อิหร่าน ‘ไม่ใช่’ การนับถอยหลัง
การเจรจา สหรัฐฯ–อิหร่าน ‘ไม่ใช่’ การนับถอยหลังสู่สงคราม เตหะรานยังต้องการหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่
12-2-2026
Asia Times รายงานว่า เมื่อเจ้าหน้าที่อิหร่านและสหรัฐฯ พบกันเพื่อเจรจา ณ กรุงมัสกัต (Muscat) เมืองหลวงของโอมาน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นักข่าวและนักวิเคราะห์จำนวนมากต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า การทูตกำลังล้มเหลวและสงครามจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทว่ากรอบความคิดเช่นนั้นอาจมองข้ามความเป็นจริงที่ลึกซึ้งกว่า คำถามที่สำคัญกว่าคือ "ทำไมทั้งสองฝ่ายถึงยอมกลับมาสู่โต๊ะเจรจาเลยต่างหาก" ทั้งที่ผ่านความบาดหมาง การคว่ำบาตร ความขัดแย้งผ่านตัวแทน และการข่มขู่กันมาอย่างยาวนาน
ความกังวลที่รายล้อมการเจรจาครั้งนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ วอชิงตันได้เตือนพลเมืองของตนให้ออกจากอิหร่านเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการเจรจาจะเริ่มขึ้น ซึ่งโหมกระพือการคาดการณ์เกี่ยวกับการโจมตีทางทหาร
ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ร่างข้อเรียกร้องที่ครอบคลุมกว้างไกลเกินกว่าเพียงแค่การจำกัดความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ และประวัติศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายว่าการเจรจาสามารถพังทลายกลายเป็นความรุนแรงได้เสมอ
แต่การมองว่าการเจรจานี้เป็นเพียงการนับถอยหลังสู่ความขัดแย้ง ถือเป็นการทำความเข้าใจที่ผิดพลาดต่อหลักการทูตและสมดุลอำนาจในตะวันออกกลางปัจจุบัน การเจรจาไม่ใช่การทดสอบความแน่วแน่เพียงครั้งเดียว หรือการเดิมพันเพื่อสันติภาพแบบทิ้งทวน
ก้าวแรกในเกมกระดานใหญ่
การเจรจาที่โอมานไม่ใช่การตัดสินชี้ขาดครั้งสุดท้าย แต่เป็น "การเดินหมากเปิดเกม" (Opening move) สิ่งนี้สะท้อนถึงการรับรู้ร่วมกันทั้งในวอชิงตันและเตหะรานว่า ตลอด 15 ปีของการบังคับใช้แรงกดดันและกำลังทหารนั้น ล้มเหลวในการสร้างผลลัพธ์ที่เด็ดขาด และการยกระดับความรุนแรงในตอนนี้จะอันตรายกว่าครั้งไหนๆ
ตามความเห็นของ เจฟฟรีย์ เบอร์ริดจ์ (Geoffrey Berridge) นักวิชาการด้านการทูต ขั้นตอนแรกของกระบวนการทูตที่จริงจังคือการสร้าง "จุดร่วม" (Common ground) ในประเด็นสำคัญ เมื่อวางรากฐานนี้ได้แล้ว การเจรจาในเนื้อหาสำคัญจึงจะเริ่มต้นขึ้นได้ การหารือที่มัสกัตจึงควรถูกตีความว่าเป็นระยะเริ่มต้นมากกว่ารอบตัดสิน
เป้าหมายคือการทำความชัดเจนในจุดยืน สื่อสาร "เส้นแดง" (Red lines) ของกันและกัน และทดสอบว่ามีเส้นทางการทูตที่ใช้การได้จริงหรือไม่ เจ้าหน้าที่อิหร่านบรรยายบรรยากาศว่า "สร้างสรรค์" โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน บัดร์ อัลบูไซดี (Badr Albusaidi) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสื่อสารข้อกังวลของทั้งสองฝ่าย
แรงจูงใจของเตหะรานและวอชิงตัน
สำหรับเตหะราน การได้เผชิญหน้ากับคณะผู้แทนสหรัฐฯ มีความหมายอย่างยิ่ง อิหร่านแสวงหาการยอมรับในฐานะ "ผู้เล่นระดับภูมิภาคที่ชอบธรรม" มาโดยตลอด รัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) ได้เดินทางมาร่วมเจรจาด้วยตนเอง เพื่อส่งสัญญาณว่าอิหร่านให้ความสำคัญกับการบรรลุข้อตกลงทางการทูตที่ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน
สำหรับวอชิงตัน แรงจูงใจก็ชัดเจนไม่แพ้กัน ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ใช้เครื่องมือเกือบทุกอย่างเพื่อกดดันอิหร่าน ทั้งการคว่ำบาตร ปฏิบัติการไซเบอร์ การลอบสังหารบุคคลสำคัญ และการโจมตีกลุ่มพันธมิตรของอิหร่านทั่วน่านน้ำและแผ่นดิน
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนระบอบ (Regime change) การยอมจำนน หรือเสถียรภาพในภูมิภาคที่ยั่งยืน แม้เศรษฐกิจอิหร่านจะได้รับความเสียหายหนักและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) หรือฮามาส (Hamas) จะอ่อนแอลง แต่โครงสร้างทางการเมืองหลักของอิหร่านยังคงมั่นคง และระบอบที่ถูกสร้างมาเพื่อเอาตัวรอดจากแรงกดดันภายนอกตั้งแต่ปี 1979 ก็ยังไม่ล่มสลาย
กลยุทธ์การเจรจาของสหรัฐฯ
แถลงการณ์จากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ยืนกรานว่าการเจรจาต้องครอบคลุมถึงขีปนาวุธ พันธมิตรในภูมิภาค และการปกครองภายในของอิหร่าน ถือเป็นเพดานสูงสุดของตำแหน่งในการเจรจา ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มักใช้กลยุทธ์ "ข้อเรียกร้องสูงสุด" (Maximalist) เพื่อสร้างแต้มต่อ
ในมุมมองของปักกิ่งและเตหะราน ประเด็นเหล่านี้นำมาเทียบเคียงกันไม่ได้ อิหร่านยืนยันว่าจะเจรจาเฉพาะเรื่องนิวเคลียร์เท่านั้น เพราะเป็นประเด็นที่มีสนธิสัญญาสากลรองรับอยู่แล้ว อีกทั้งยังมี "คำฟัตวา" (ศาสนบัญญัติ) จากผู้นำสูงสุด อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่ห้ามการใช้และผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นกรอบอุดมการณ์ที่ทำให้อิหร่านสามารถลดทอนนิวเคลียร์ได้โดยไม่ดูเหมือนถูกบีบบังคับ
ในทางตรงกันข้าม คลังขีปนาวุธคือสิ่งที่อิหร่านมองว่า "เจรจาไม่ได้" (Non-negotiable) เพราะเป็นหัวใจของการป้องปรามท่ามกลางศัตรูที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ล้อมรอบ ส่วนประเด็นการปกครองภายในนั้นยิ่งอ่อนไหว หากยอมให้ภายนอกมาควบคุมก็จะทำให้ความชอบธรรมของระบอบอิสลามสั่นคลอน
ความเสี่ยงและโอกาสที่เท่าเทียมกัน
การที่อารักชีอธิบายว่าการคุยครั้งนี้คือ "จุดเริ่มต้นที่ดี" สะท้อนว่าการทูตยังคงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับอิหร่าน และสหรัฐฯ ก็น่าจะมองเช่นกัน เพราะประวัติศาสตร์ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (อิรัก, ลิเบีย, ซีเรีย) พิสูจน์แล้วว่าการใช้กำลังทหารไม่เคยนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มั่นคง แต่กลับสร้างสุญญากาศทางอำนาจและสงครามตัวแทน
อิหร่านมีขนาดใหญ่และมีสถาบันที่ฝังรากลึกกว่ากรณีที่กล่าวมา หากเกิดความขัดแย้งจะรุนแรงและควบคุมได้ยากกว่ามาก
อันตรายที่แท้จริงไม่ใช่ "การทูตจะล้มเหลว" แต่คือการที่มัน "ถูกปฏิเสธเร็วเกินไป" การเจรจาเป็นเรื่องของการค่อยเป็นค่อยไป แม้จะน่าหงุดหงิดและไม่ราบรื่น แต่มันคือกลยุทธ์เดียวที่ใช้ได้จริงในตอนนี้ เพื่อให้อิหร่านเลี่ยงสงครามที่ไม่มีวันชนะ และสหรัฐฯ เลี่ยงการติดหล่มครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/02/false-alarm-us-iran-talks-are-not-a-countdown-to-conflict/