EU จ่อคุมรถจีน Citi ชี้ส่วนแบ่งตลาดยุโรปอาจแตะ 30%
EU จ่อคุมรถจีน Citi ชี้ส่วนแบ่งตลาดยุโรปอาจแตะ 30% ชูเกณฑ์ “ผลิตใน EU” ชี้ขาดการสกัดการรุกคืบ
14-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า นักวิเคราะห์จาก ซิตี้ (Citi) ระบุในบันทึกรายงานวิจัยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า บรรดาผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีน (China) อาจครองส่วนแบ่งในตลาดยานยนต์ของภูมิภาคยุโรป (Europe) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ถึง 30 ภายในปี 2035 จากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10 ในปีนี้ โดยผลลัพธ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับระดับความเข้มงวดของสหภาพยุโรป (EU) ในการปรับเพิ่มมาตรการภาษีศุลกากรและกฎระเบียบการผลิตภายในภูมิภาค (made-in-EU rules)
คณะนักวิเคราะห์จาก ซิตี้ (Citi) นำโดย นายฮารัลด์ เฮนดริกส์ (Harald Hendrikse) ระบุว่า กฎระเบียบปัจจุบันของสหภาพยุโรป (EU) จะเปิดทางให้ผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีน (China) สามารถขยับส่วนแบ่งตลาดไปแตะระดับร้อยละ 30 ได้ภายในปี 2035 ซึ่งถือเป็นแบบจำลองสถานการณ์กรณีฐาน (base scenario) ของซิตี้ ขณะที่การขยายมาตรการภาษีศุลกากรที่มีต่อยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนให้ครอบคลุมถึงรถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก (plug-in hybrids) จะช่วยจำกัดส่วนแบ่งตลาดให้หยุดอยู่ที่ร้อยละ 25
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ชี้ว่า มาตรการสกัดกั้นที่เข้มงวดที่สุดในแบบจำลองการคาดการณ์ จะมาจากข้อกำหนด "ผลิตในยุโรป" (made in Europe) ที่บรรจุอยู่ในร่างกฎหมายขับเคลื่อนอุตสาหกรรม (Industrial Accelerator Act) ของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งจะลดส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตรถยนต์ชาวจีนลงเหลือร้อยละ 5 ภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า และควบคุมส่วนแบ่งไว้ให้อยู่ในระดับร้อยละ 15 ภายในปี 2035
คณะนักวิเคราะห์ระบุเพิ่มเติมว่า กรอบการทำงาน "ผลิตในสหภาพยุโรป" (made in EU) ที่ครอบคลุมภายใต้กฎหมายดังกล่าว จะบีบให้ผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีน (China) ต้องเข้ามาประกอบรถยนต์ในท้องถิ่น และใช้ห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยลด "การเติบโตของส่วนแบ่งตลาดในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนการผลิตในท้องถิ่นของสหภาพยุโรปจะเข้ามาหักล้างความได้เปรียบด้านต้นทุนของประเทศจีน"
พร้อมกันนี้ นักวิเคราะห์ได้ออกเตือนว่า ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปอาจต้องเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการสูญเสียยอดขายและการปรับโครงสร้างองค์กรยาวนานถึง 10 ปี โดยภายใต้สถานการณ์กรณีฐาน ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นในภูมิภาคเอเชีย (Asia) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศญี่ปุ่น (Japan) และประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) จะเห็นส่วนแบ่งตลาดของตนเองปรับตัวลดลงจากร้อยละ 20 ที่บันทึกไว้เมื่อปีที่แล้ว ลงไปเหลือต่ำกว่าร้อยละ 16 ภายในปี 2035 เช่นเดียวกัน
การขยายส่วนแบ่งในตลาดยุโรปของผู้ผลิตรถยนต์ชาวจีนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว นำโดยแบรนด์ชั้นนำอย่าง บีวายดี (BYD) และ เอ็มจี (MG) ในเครือ เอสเอไอซี (SAIC) ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้แก่บรรดานักการเมืองและผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ข้อมูลจาก ชกมิดท์ ออโตโมทีฟ รีเสิร์ช (Schmidt Automotive Research) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในเมืองเบรเมน ประเทศเยอรมนี (Germany) แสดงให้เห็นว่า ส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตรถยนต์ชาวจีนใน 18 ประเทศทางตะวันตกของยุโรป ได้พุ่งสูงขึ้นแตะระดับร้อยละ 10 ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.9 ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ขณะที่รายงานจากธนาคาร เอชเอสบีซี (HSBC) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายนระบุว่า ยอดการส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั่วโลกของประเทศจีน (China) ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 73 เมื่อเทียบแบบปีต่อปี แตะระดับ 800,000 คัน ส่วนข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน หรือ CPCA (China Passenger Car Association) พบว่า ยอดขายภายในประเทศจีนช่วงครึ่งแรกของปีปรับตัวลดลงร้อยละ 20.2
คณะนักวิเคราะห์จาก ซิตี้ (Citi) ประเมินว่า ตลาดยุโรป ซึ่งครอบคลุมประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) รวมกับประเทศสหราชอาณาจักร (UK) และ 4 ประเทศสมาชิกสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ EFTA (European Free Trade Association) ได้แก่ ประเทศไอซ์แลนด์ (Iceland) ประเทศนอร์เวย์ (Norway) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) และประเทศลิกเตนสไตน์ (Liechtenstein) จะแทบไม่มีการเติบโตตลอดทศวรรษนี้ โดยจะขยับจาก 13.3 ล้านคันเมื่อปีที่แล้ว ขึ้นไปอยู่ที่ 13.8 ล้านคันในปี 2035 ซึ่งหมายความว่า ทุกๆ ยอดขายที่แบรนด์จีนแย่งชิงไปได้ จะเกิดขึ้นจากความสูญเสียของผู้ผลิตเจ้าถิ่นเดิม
นักวิเคราะห์ระบุว่า แบรนด์ต่างๆ ในเครือ โฟล์คสวาเกน กรุ๊ป (Volkswagen Group) โดยไม่นับรวม พอร์เชอ (Porsche) จะมียอดขายลดลงมากกว่า 500,000 คันภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ สเตลแลนทิส (Stellantis) มียอดขายลดลงมากกว่า 300,000 คัน และ เรโนลต์ (Renault) ลดลงมากกว่า 200,000 คัน
สำหรับสถานการณ์ของแบรนด์ระดับพรีเมียมอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) และ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) ถือว่าค่อนข้างดีกว่าเล็กน้อย โดยมียอดขายลดลงประมาณ 100,000 คัน และ 50,000 คันตามลำดับ มีเพียง พอร์เชอ (Porsche) เป็นแบรนด์เดียวที่คาดว่าจะเห็นการเติบโต โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 3,000 คัน
คณะนักวิเคราะห์กล่าวสรุปว่า ตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมและรถยนต์หรูหรา ซึ่งมีราคาเฉลี่ยเกินกว่า 60,000 ยูโร (Euro) หรือประมาณ 69,134 ดอลลาร์สหรัฐฯ (US) ยังคงได้รับความคุ้มครองและต้านทานการขยายตัวอย่างรวดเร็วของผู้ผลิตรถยนต์จีนในตลาดยุโรปได้ค่อนข้างดี เนื่องจากผู้ซื้อรถยนต์ในกลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลจากมูลค่าซากคงเหลือ (residual value) การบริการหลังการขาย และความจงรักภักดีต่อแบรนด์มากกว่า
พวกเขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลกำไรของผู้ผลิตรถยนต์จีนจนถึงขณะนี้กระจุกตัวอยู่ในรถยนต์ SUV ไฟฟ้าขนาดกลางและปลั๊กอินไฮบริด มากกว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซิน รถแฮทช์แบ็ก หรือรถซีดานหรู
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/be0og?utm_source=copy-link&utm_campaign=3363903&utm_medium=share_widget