เทียบกันชัดๆ สหรัฐฯ-จีน ใครแกร่งกว่า
เทียบกันชัดๆ สหรัฐฯ-จีน ใครแกร่งกว่าด้านเศรษฐกิจ-ทหาร-เทคโนโลยี
14-5-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า สหรัฐอเมริกา (US) และจีน (China) ยืนหยัดในฐานะมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ท่ามกลางภาพการแข่งขันที่ถูกมองว่าเป็นการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุดในระเบียบโลกใหม่ บทวิเคราะห์โดยสำนักข่าว Al Jazeera ได้แสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบขีดความสามารถในด้านเศรษฐกิจ การทหาร ทรัพยากร และเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศอย่างละเอียด
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ มีกำหนดการเข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ณ กรุงปักกิ่ง ในวันที่ 14 และ 15 พฤษภาคมนี้ หลังจากเกิดความล่าช้ามานานหลายสัปดาห์เนื่องจากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล (US-Israel) กับอิหร่าน (Iran) การเจรจาในครั้งนี้คาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ทางการค้า และถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบเกือบทศวรรษ
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจหลักที่ขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น หากย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน สหรัฐฯ เคยมีตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าจีนอย่างมหาศาล แต่ในปัจจุบัน จีนถูกขนานนามว่าเป็น "โรงงานของโลก" และกำลังเร่งแซงหน้าชาติตะวันตกในหลายมิติ
มิติทางการค้า: ใครคือเบอร์หนึ่ง?
เมื่อปี 2001 สหรัฐฯ เคยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกด้วยมูลค่า 7.29 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนอยู่อันดับ 4 ด้วยมูลค่า 2.66 แสนล้านดอลลาร์ หรือเพียง 1 ใน 3 ของสหรัฐฯ เท่านั้น ตามข้อมูลจาก World Integrated Trade Solution (WITS) ของธนาคารโลก ในเวลานั้นมีเพียง 30 ประเทศที่มีมูลค่าการค้ากับจีนมากกว่าสหรัฐฯ
ทว่าในปัจจุบัน จีนได้กลายเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกด้วยมูลค่าการส่งออกสินค้าสูงถึง 3.59 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ และปัจจุบันมีถึง 145 ประเทศทั่วโลกที่ค้าขายกับจีนมากกว่าสหรัฐฯ
ในปี 2024 จีนมียอดส่งออกสินค้า 3.59 ล้านล้านดอลลาร์ และนำเข้า 2.58 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกินดุลการค้ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดกว่าประเทศใดๆ ในโลก ขณะที่สหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 โดยในปี 2024 ส่งออกสินค้ามูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ แต่นำเข้าถึง 3.12 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดการขาดดุลการค้าอย่างหนัก ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ใช้ประเด็นการขาดดุลนี้เป็นเหตุผลในการตั้งกำแพงภาษีการค้าต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกนับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา
สินค้าส่งออกหลักของสหรัฐฯ ประกอบด้วย:
เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า (4.47 แสนล้านดอลลาร์)
ผลิตภัณฑ์แร่ รวมถึงเชื้อเพลิง น้ำมัน และไข (3.64 แสนล้านดอลลาร์) คิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมด
ผลิตภัณฑ์เคมี (2.45 แสนล้านดอลลาร์)
แม้สหรัฐฯ และจีนจะเป็นคู่ค้าสำคัญที่มีมูลค่าการแลกเปลี่ยนสินค้ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 แต่การค้าได้หดตัวลงจากการตอบโต้ด้วยกำแพงภาษีในช่วงสมัยที่สองของทรัมป์ ปัจจุบันภาษีนำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 31.6% (ตามข้อมูลจาก Penn Wharton Budget Model) ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยภาษีในสินค้าพลังงานและเกษตรกรรม รวมถึงการเก็บภาษี 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ทุกประเภท และมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในบางรายการ เช่น โพรเพนและอีเทน (11%) ไปจนถึงเนื้อวัว (77%) ตามรายงานของ Reuters
วิกฤตหนี้สาธารณะและงบประมาณทหาร
ทั้งสองประเทศแบกรับหนี้สินจำนวนมหาศาล โดยหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯ อยู่ที่ 115% ของ GDP ขณะที่จีนอยู่ที่ 94% ของ GDP (แม้จะเชื่อกันว่าตัวเลขของจีนอาจต่ำกว่าความเป็นจริง) จุดเปลี่ยนสำคัญของสหรัฐฯ คือวิกฤตการเงินปี 2008 ที่รัฐบาลต้องอัดฉีดงบประมาณพยุงธนาคารและกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนหนี้ของจีนเติบโตอย่างมั่นคงจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการกู้ยืมของรัฐบาลท้องถิ่น โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งสูงกว่า 39 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์
ในด้านการทหาร สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้ใช้จ่ายรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในปี 2025 สหรัฐฯ ใช้งบประมาณ 9.54 แสนล้านดอลลาร์ (3.1% ของ GDP) ขณะที่จีนใช้จ่ายประมาณ 3.36 แสนล้านดอลลาร์ (1.7% ของ GDP) ตามรายงานของสถาบัน SIPRI แม้จีนจะมีจำนวนเรือรบมากกว่าในเชิงปริมาณ แต่สหรัฐฯ ยังคงมีความได้เปรียบเชิงคุณภาพ ทั้งในด้านกำลังทางอากาศ เรือดำน้ำ และเรือบรรทุกเครื่องบิน
พลังงานและเทคโนโลยีอุบัติใหม่
จีนก้าวขึ้นเป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2024 โดยใช้พลังงานไป 48,477 TWh ซึ่ง 80% มาจากฟอสซิล (เน้นถ่านหิน) ขณะที่สหรัฐฯ ตามมาเป็นอันดับสองที่ 26,349 TWh อย่างไรก็ตาม จีนเป็นผู้นำด้านการลงทุนพลังงานสะอาด โดยทุ่มงบประมาณถึง 2.9 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2024 เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 9.7 หมื่นล้านดอลลาร์
ในสมรภูมิเทคโนโลยี สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำด้านการลงทุน AI (1.09 แสนล้านดอลลาร์) และการพัฒนาโมเดลสำคัญอย่าง ChatGPT ของ OpenAI, Gemini ของ Google และ Llama ของ Meta ขณะที่จีนมีโมเดล DeepSeek เป็นตัวชูโรง นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังได้เปรียบในด้านเซมิคอนดักเตอร์ผ่านแพลตฟอร์ม CUDA ของ Nvidia แต่จีนกลับครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยยอดขายรถใหม่ในจีนเกือบครึ่งหนึ่งเป็นรถไฟฟ้า เทียบกับสหรัฐฯ ที่มีเพียง 10%
ทรัพยากรแร่หายาก (Rare Earths)
จีนถือครองสำรองแร่หายากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก (44 ล้านตัน) และเป็นผู้นำในการแปรรูปแร่เหล่านี้ ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตแบตเตอรี่ EV, สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ทหาร ขณะที่สหรัฐฯ มีสำรองเพียง 1.9 ล้านตัน (น้อยกว่า 5% ของจีน) ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากจีนอย่างมาก ประเด็นแร่หายากนี้กลายเป็นจุดปะทะสำคัญในการเจรจาการค้า หลังจากทรัมป์ขู่จะตั้งกำแพงภาษี 100% หากจีนยังคงจำกัดการส่งออก
โครงสร้างความร่วมมือและโมเดลการเติบโต
ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกในองค์กรระดับโลกหลายแห่งร่วมกัน เช่น UN Security Council, WTO, IMF, G20 และ APEC แต่มีเครือข่ายพันธมิตรแยกต่างหาก โดยจีนอยู่ในกลุ่ม SCO และ BRICS รวมถึง AIIB ส่วนสหรัฐฯ เป็นแกนนำใน NATO, OECD, G7, Five Eyes และ AUKUS
ในเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนา จีนขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรัฐ เน้นการลงทุนอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ขณะที่โมเดล "America First" ของทรัมป์ เน้นการตั้งกำแพงภาษี การลดภาษีในประเทศ การลดระเบียบข้อบังคับ และการกดดันธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ให้ลดดอกเบี้ย เพื่อดึงฐานการผลิตกลับสู่มาตุภูมิและลดการพึ่งพาจากจีน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.aljazeera.com/news/2026/5/13/us-china-head-to-head-explained-in-11-maps-and-charts