.
จีนปฏิวัติอุตฯ ป้องกันประเทศด้วยโรงงานผลิตอัตโนมัติ เร่งกำลังผลิต J-20 และทดสอบเครื่องบินขับไล่รุ่นที่ 6 ชนโครงการ F-47 ของสหรัฐฯ
13-5-2025
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า จีน (China) ปฏิวัติอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ! เปิดตัว "โรงงานผลิตอัตโนมัติขั้นสูง (Lights-out Factory)" เร่งกำลังผลิตชิ้นส่วน J-20 พุ่งสูง 150% ท้าชนแสนยานุภาพสหรัฐฯ (US)
ประเทศจีน (China) ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ล่องหน (Stealth Fighter) มากกว่าสองเท่าผ่านกระบวนการทำงานใน "โรงงานผลิตอัตโนมัติขั้นสูง (Lights-out Factory)" ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไร้คนขับและเครื่องจักรระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องเกือบตลอด 24 ชั่วโมง
รายงานจากหนังสือพิมพ์ Science and Technology Daily ของรัฐบาลจีนระบุว่า ในอดีตกระบวนการผลิตจำเป็นต้องมีพนักงานคอยเฝ้าระวังและควบคุมการปฏิบัติงานตลอดทั้งวัน แต่ในปัจจุบันโรงงานแห่งนี้สามารถผลิตโครงสร้างหลัก (Skeleton) ของเครื่องบินได้ผ่านระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแสงสว่างสำหรับพนักงานมนุษย์
"โรงงานผลิตอัตโนมัติขั้นสูง" หรือ "Lights-out Factory" คือรูปแบบสถานประกอบการที่ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานโดยปราศจากการแทรกแซงจากมนุษย์ ส่งผลให้ไม่จำเป็นต้องใช้แสงสว่างในสายการผลิต ช่วยลดทั้งการใช้พลังงานและต้นทุนในการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบันโรงงานอัจฉริยะแห่งนี้ทำหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนสำหรับเครื่องบินขับไล่ที่ล้ำสมัยที่สุดของจีน รวมถึงรุ่น J-20 หรือ "Mighty Dragon" ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อคานอำนาจกับเครื่องบินรุ่น F-22 Raptor ของประเทศสหรัฐฯ (US)
เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 รุ่น J-20 ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการเร่งพัฒนาศักยภาพกองทัพของกรุงปักกิ่ง โดยได้รับการออกแบบโดย Chengdu Aircraft Corporation ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Aviation Industry Corporation of China (AVIC) ของรัฐบาลจีน และได้รับการประกาศความพร้อมในการรบ (Combat-ready) ในปี 2018 (พ.ศ. 2561) ก่อนจะเริ่มกระบวนการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ในอีกสองปีต่อมา
ซ่ง เกอ (Song Ge) หัวหน้าศูนย์การผลิตดิจิทัลของโรงงานในเมือง Chengdu (เฉิงตู) เปิดเผยกับ Science and Technology Daily ว่า เครื่องบิน J-20 ประกอบด้วยชิ้นส่วนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหลายพันชิ้น ซึ่งในอดีตโรงงานต้องใช้พนักงาน 2-3 คนในการทำงานเป็นกะเพื่อดูแลให้เครื่องจักรทำงานได้ตลอดทั้งวัน แต่ในปัจจุบันระบบยานยนต์อัตโนมัติจะทำหน้าที่ขนส่งวัสดุ ขณะที่เครื่องจักรความแม่นยำสูงจะทำหน้าที่ขึ้นรูปและตัดเย็บชิ้นส่วนโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ โรงงานยังได้รับการติดตั้งระบบสแกนอัจฉริยะและหุ่นยนต์ที่สามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์พร้อมสร้างรายงานผลการผลิตได้อย่างรวดเร็ว
ในด้านความท้าทายทางเทคนิค ซ่ง เกอ (Song Ge) ระบุว่าเดิมทีเครื่องจักรจำนวนมากในโรงงานใช้โปรโตคอลซอฟต์แวร์หรือภาษาคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกัน ทำให้ยากต่อการรวมศูนย์เพื่อสร้างสายการผลิตอัตโนมัติ แต่ปัจจุบันอุปกรณ์ทั้งหมดสามารถ "สื่อสาร" ในภาษาเดียวกันได้ สามารถควบคุมจากระยะไกล และสื่อสารระหว่างเครื่องจักร (Machine-to-Machine) ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
ระบบการผลิตใหม่นี้ส่งผลให้ประสิทธิภาพพุ่งสูงขึ้นมากกว่าสองเท่า หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเกือบ $150\%$ โดยเครื่องจักรสามารถทำงานในระดับสูงสุดได้นานกว่า 21 ชั่วโมงต่อวัน
นอกจากนี้ เทคโนโลยีดั่งกล่าวยังช่วยลดจำนวนชั่วโมงการใช้แรงงานมนุษย์ลงได้มากกว่า $80\%$ แม้ว่าในขั้นตอนสุดท้ายของการประกอบเครื่องบิน (Final Assembly) จะยังคงต้องใช้บุคลากรผู้เชี่ยวชาญก็ตาม
Science and Technology Daily ระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทมีแผนที่จะบูรณาการเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น อาทิ ระบบ 5G, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการสร้างระบบจำลองเสมือนจริง (Digital Twins) เพื่อควบคุมการผลิตในเวลาจริง
ทั้งนี้ J-20 ได้รับการอัปเกรดสมรรถนะมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปลี่ยนจากเครื่องยนต์รัสเซียมาเป็นเครื่องยนต์ที่ผลิตในจีนซึ่งให้ความเร็วสูงกว่า นอกจากนี้ คาดว่าจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบ AI และการอัปเกรดระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน (Avionics) ทั้งในส่วนของเรดาร์และเครื่องยนต์ ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์กลาง CCTV เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยเครื่องบิน J-20 รุ่นสองที่นั่ง ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหนแบบสองที่นั่งรุ่นแรกของโลก ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2024 (พ.ศ. 2567)
สถาบัน Royal United Services Institute ในกรุงลอนดอน ประมาณการว่ากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army) มีเครื่องบิน J-20 ประจำการอยู่ประมาณ 300 ลำ เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา และคาดว่าจำนวนจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1,000 ลำ ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573)
ตามรายงานระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวจะช่วยให้จีนเข้าใกล้จำนวนเครื่องบินรุ่น F-35 ของประเทศสหรัฐฯ (US) ที่ประจำการอยู่หลายร้อยลำในภูมิภาค รวมถึงฐานทัพในประเทศญี่ปุ่น (Japan) และประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ขณะที่สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าจะมีการส่งมอบเครื่องบินขับไล่ขั้นสูงรวมมากกว่า 1,700 ลำ ภายในช่วงทศวรรษที่ 2040
ปัจจุบัน รัฐบาลปักกิ่งและวอชิงตันกำลังเร่งแข่งขันกันพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6 (Sixth-generation Fighters) โดยมีรายงานว่าจีนได้เริ่มทดสอบเครื่องบินรุ่น J-36 และ J-50 ในปี 2024 ขณะที่สหรัฐฯ ได้ลงนามสัญญาจ้างกับบริษัท Boeing (โบอิ้ง) เพื่อพัฒนาเครื่องบินรุ่น F-47 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/science/article/3353253/chinas-dark-factory-more-doubles-production-efficiency-j-20-jets?module=latest_china_science&pgtype=section