"ทรัมป์" ใช้เหตุถูกลอบสังหาร ดันต่ออายุกฎหมาย
"ทรัมป์" ใช้เหตุถูกลอบสังหาร เป็นข้ออ้างดันต่ออายุกฎหมาย ให้อำนาจรัฐสอดแนมพลเมืองโดยไม่ต้องมีหมายศาล
29-4-2026
Asia Times รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อาศัยเหตุการณ์ยิงปะทะนอกงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว (White House Correspondents’ Dinner) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นข้ออ้างเร่งด่วนในการผลักดันให้ขยายอำนาจมาตรา 702 ภายใต้กฎหมายสอดแนมข่าวกรองต่างประเทศ (FISA) โดยอ้างว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อความมั่นคงแห่งชาติ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวของชาวอเมริกัน
ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Fox News เมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์ระบุว่าเขา "ยินดีที่จะสละความปลอดภัยส่วนตัว" เพื่อให้มีการขยายอายุมาตรา 702 ซึ่งกำลังจะหมดอายุลงในวันพฤหัสบดีนี้ พร้อมเสนอแนะให้ชาวอเมริกันทำแบบเดียวกันเพื่อ "ความปลอดภัยของชาติ" โดยมาตราดังกล่าวอนุญาตให้หน่วยข่าวกรองสอดแนมการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ของชาวต่างชาติในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล แต่ในทางปฏิบัติกลับเปิดช่องให้มีการเก็บข้อมูลอีเมล ข้อความ และบันทึกการโทรของพลเมืองสหรัฐฯ ที่ติดต่อกับบุคคลเหล่านั้นด้วย
การใช้ FISA ในสมรภูมิอิหร่านและเวเนซุเอลา
ทรัมป์เน้นย้ำว่ากฎหมาย FISA ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน (US-Israeli war on Iran) รวมถึงการรุกรานเวเนซุเอลา (Venezuela) ของกองทัพสหรัฐฯ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า "อิหร่านถูกทำลายลงอย่างมาก และเราได้รับข้อมูลจำนวนมากจากการใช้ FISA"
อย่างไรก็ตาม จอร์แดน ลิซ (Jordan Liz) รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐซานโฮเซ (San José State University) และสถาบันกาโต (Cato Institute) ได้ออกมาโต้แย้งว่า มีหลักฐานเพียงกรณีเดียวเท่านั้นที่ยืนยันได้ว่ามาตรา 702 สามารถสกัดกั้นการก่อการร้ายในสหรัฐฯ ได้จริง คือกรณีแผนวางระเบิดรถไฟใต้ดินนิวยอร์กปี 2009 ซึ่งในตอนนั้นเป็นการประสานงานร่วมกับหน่วยข่าวกรองของอังกฤษ มากกว่าจะเป็นผลสำเร็จของกฎหมายนี้โดยลำพัง
ผู้ต้องสงสัยและข้อโต้แย้งทางกฎหมาย
สำหรับผู้ต้องสงสัยในเหตุยิงเมื่อวันเสาร์ คือ โคล โทมัส อัลเลน (Cole Tomas Allen) เบื้องต้นเชื่อว่าลงมือเพียงลำพังและไม่มีหลักฐานการติดต่อกับองค์กรต่างชาติ โดยเอกสารที่เขาเขียนทิ้งไว้ระบุถึงความเชื่อทางศาสนาคริสต์ และรายงานเรื่องการละเมิดสิทธิผู้อพยพในสถานกักกัน รวมถึงปฏิบัติการทิ้งระเบิดเรือในทะเลแคริบเบียนและการทิ้งระเบิดโรงเรียนประถมศึกษาในอิหร่านของรัฐบาล
ปัจจุบัน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กำลังพิจารณาร่างกฎหมายใหม่ที่เสนอโดยประธานสภาฯ ไมค์ จอห์นสัน (Mike Johnson) เพื่อขยายอายุมาตรา 702 ออกไปอีก 3 ปี พร้อมมาตรการลงโทษหากมีการใช้อำนาจในทางที่ผิด แต่ ส.ส. เจมี ราสกิน (Jamie Raskin) จากพรรคเดโมแครต (Democrats) ได้ออกมาเตือนเพื่อนร่วมงานให้ปฏิเสธร่างนี้ โดยชี้ว่าเป็นนโยบายที่ "หายนะ" เพราะยังคงปล่อยให้ FBI ตรวจสอบความผิดพลาดของตัวเองโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาจากผู้พิพากษา
จุดเปลี่ยนทางการเมือง
ชะตากรรมของกฎหมายนี้ขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงของ ส.ส. พรรคเดโมแครต 4 รายที่เคยโหวตสวนทางกับพรรคเพื่อสนับสนุนกระบวนการนี้ ได้แก่ จอช ก็อตไธเมอร์ (Josh Gottheimer), ทอม ซูออซซี (Tom Suozzi), มารี กลูเซนแคมป์ เปเรซ (Marie Gluesencamp Perez) และ จาเรด โกลเดน (Jared Golden) ซึ่งกลุ่มปกป้องสิทธิพลเมืองกำลังกดดันอย่างหนักไม่ให้คนกลุ่มนี้มอบอำนาจการสอดแนมแบบไร้หมายศาลให้แก่ทรัมป์และที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สตีเฟน มิลเลอร์ (Stephen Miller) โดยปราศจากการปฏิรูปที่รัดกุม
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/04/trump-uses-assassination-try-to-justify-expanding-spying-powers/