.
หมดยุคนิวเคลียร์เรือดำน้ำ? รัสเซียอัปเกรด S-500 สร้างเกราะป้องกันมอสโกไร้ช่องโหว่ ยุโรปเร่งแก้เกมด้วยโปรเจกต์ไฮเปอร์โซนิก
27-2-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ขีปนาวุธรัสเซีย บีบให้ยุโรปต้องเร่งพัฒนาอาวุธไฮเปอร์โซนิก เพื่อรักษาอำนาจในการป้องปราม รายงานล่าสุดชี้ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศที่หนาแน่นรอบกรุงมอสโก (Moscow) อาจสกัดกั้นขีปนาวุธนิวเคลียร์จากเรือดำน้ำของอังกฤษและฝรั่งเศสได้ ส่งผลให้ยุโรปต้องเร่งหาทางเลือกใหม่ท่ามกลางความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของ "ร่มเง่านิวเคลียร์" จากสหรัฐฯ
ลอนดอน (London) – รายงานจากสถาบันวิจัยด้านความมั่นคงและป้องกันประเทศ (RUSI) ในกรุงลอนดอนที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี ระบุว่า ระบบป้องกันขีปนาวุธรุ่นใหม่ของรัสเซีย (Russia) ได้พัฒนาไปถึงจุดที่สามารถบั่นทอนประสิทธิภาพของอาวุธนิวเคลียร์จากยุโรปได้อย่างน่าวิตก
ขีดความสามารถของ "โล่มอสโก"
รายงานระบุว่า ระบบป้องกันขีปนาวุธ A-235 และระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-500 ที่ติดตั้งอยู่รอบกรุงมอสโก มีขีดความสามารถสูงพอที่จะสกัดกั้นหัวรบนิวเคลียร์จากเรือดำน้ำของสหราชอาณาจักร (UK) และฝรั่งเศส (France) ไม่ให้เข้าถึงเป้าหมายได้
ความคลางแคลงใจในประสิทธิภาพของอาวุธนิวเคลียร์ทางเรือนี้ กำลังทำลายมูลค่าของมันในฐานะ "เครื่องมือป้องปราม" (Deterrent) ในขณะที่ผู้นำยุโรปอย่างฝรั่งเศสและเยอรมนี กำลังพยายามหาทางออกว่ายุโรปจะก้าวขึ้นมาเป็นอำนาจนิวเคลียร์ที่พึ่งพาตนเองได้อย่างไร โดยไม่ต้องพึ่งพิง "ร่มเง่านิวเคลียร์" (Nuclear umbrella) จากสหรัฐอเมริกา (US) เพียงอย่างเดียว
ทางออกคือ "อาวุธไฮเปอร์โซนิก"
รายงานของ RUSI เสนอว่า หัวรบไฮเปอร์โซนิกที่สามารถหลบหลีกได้ (Hypersonic maneuvering warheads) ซึ่งติดตั้งบนขีปนาวุธพิสัยไกล หรือระบบ "การโจมตีฉับพลันด้วยอาวุธตามแบบ" (Prompt conventional strike) คือทางออกของปัญหานี้ เนื่องจากอาวุธประเภทนี้มีความสามารถในการหลบหลีกและทำลายระบบป้องกันได้ดีกว่า ซึ่งจะช่วยรับประกันว่าอาวุธเชิงยุทธศาสตร์อย่างขีปนาวุธ Trident ของอังกฤษ และ M51 ของฝรั่งเศส จะสามารถฝ่าด่านป้องกันเข้าไปได้
ซิดฮาร์ธ คาอูชาล (Sidharth Kaushal) นักวิจัยอาวุโสจาก RUSI และผู้เขียนรายงานฉบับนี้ ระบุว่า "นี่คือกรณีการใช้งานที่เร่งด่วนที่สุดสำหรับอาวุธไฮเปอร์โซนิก แม้ว่ามันจะยังมีราคาแพงมากก็ตาม"
เปลี่ยนจากนิวเคลียร์สู่อาวุธตามแบบ (Conventional)
นอกจากนี้ อาวุธไฮเปอร์โซนิกยังเปิดโอกาสให้ยุโรปสามารถโจมตีเป้าหมายที่มีค่าสูง (Valuable targets) โดยไม่จำเป็นต้องใช้หัวรบนิวเคลียร์เสมอไป ด้วยความเร็วสูง พิสัยไกล และพลังทำลายล้างมหาศาล จะทำให้รัสเซียต้องกระจายกำลังป้องกันออกไปในพื้นที่ที่กว้างขึ้น
"เป้าหมายจำนวนมากที่ในอดีตต้องใช้หัวรบนิวเคลียร์ทำลาย ปัจจุบันสามารถทำลายได้ด้วยอาวุธตามแบบที่มีความแม่นยำสูง" คาอูชาลระบุในรายงาน
ความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยุโรป
ArianeGroup ผู้ผลิตจรวดรายใหญ่ของยุโรป กำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจากับรัฐบาลเยอรมนีและฝรั่งเศส เพื่อพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลรุ่นใหม่ที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลหลายพันกิโลเมตรด้วยหัวรบไฮเปอร์โซนิก
วินเซนต์ เพอรี (Vincent Pery) ผู้อำนวยการโครงการป้องกันประเทศของ ArianeGroup เปิดเผยว่า "เรากำลังพูดถึงระยะยิงอย่างน้อย 1,000 กิโลเมตร และเราสามารถพัฒนาไปถึง 2,000 หรือ 3,000 กิโลเมตรได้"
ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เองก็ได้ลงทุนไปมากกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2018 เพื่อพัฒนาและทดสอบระบบไฮเปอร์โซนิกที่ชื่อว่า Dark Eagle โดยคาดว่ากองร้อยแรกจะมีมูลค่าสูงถึง 2.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงตัวขีปนาวุธด้วย ตามข้อมูลจากสำนักงานความรับผิดชอบของรัฐบาลสหรัฐฯ (GAO)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-02-26/russia-missile-shield-calls-for-hypersonic-response-report-says