ดีลพันล้านแลกความมั่นคง ไต้หวันกางยุทธศาสตร์
ดีลพันล้านแลกความมั่นคง ไต้หวันกางยุทธศาสตร์รับมือ 'ทรัมป์' เมื่อสหรัฐฯ ขยับหาจีนภายใต้นโยบายลดการเผชิญหน้า
16-2-2026
Foreign Policy Magazine รายงานว่า สิ่งแรกที่ผู้มาเยือนกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันจะเห็น คือซุ้มประตูที่สองฝั่งตั้งเรียงด้วยแถวธงชาติ สะท้อน “สองวงพันธมิตร” ที่เกาะแห่งนี้ใช้ถ่วงดุลบนเวทีโลก ด้านซ้ายคือ 12 ธงของประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน ได้แก่ เบลีซ ปารากวัย กัวเตมาลา เฮติ เซนต์คิตส์และเนวิส เซนต์ลูเซีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ เอสวาตินี ตูวาลู ปาเลา หมู่เกาะมาร์แชลล์ และนครรัฐวาติกัน (Holy See)
ด้านขวาคือ 13 ธงของ “หุ้นส่วนไม่เป็นทางการ” ที่ในทางยุทธศาสตร์กลับสำคัญกว่ามาก ได้แก่ สหรัฐฯ (US) สหภาพยุโรป (EU) ญี่ปุ่น แคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ซึ่งสะท้อนแกนความร่วมมือที่ช่วยค้ำจุนบทบาทของไต้หวันในระเบียบโลกประชาธิปไตย
หนึ่งในสัมพันธ์ชุดหลังที่สำคัญที่สุดคือความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ประเด็นนี้เองที่ผู้เขียนต้องการหยิบยกคุยกับเฉิน หมิงจื้อ (Chen Ming-chi) รองรัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน ในการเข้าพบที่อาคารกระทรวงฯ เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐถือเป็น “หุ้นส่วนที่ขาดไม่ได้” ของไต้หวัน โดยวอชิงตันแม้รับรองทางการทูตว่าให้จีนเป็นผู้แทนเพียงหนึ่งเดียวของ “จีน” ในระดับรัฐ แต่ก็ยังคงส่งมอบความช่วยเหลือด้านการทหารมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้ไต้หวันมาอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้รัฐบาลชุดที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ไต้หวัน เช่นเดียวกับพันธมิตรดั้งเดิมอื่นๆ ของวอชิงตัน ต้องรับมือกับระดับ “ความไม่แน่นอนและความคาดเดายาก” ที่เพิ่มสูงขึ้น หากเทียบกับสมัยแรกที่มีท่าที “ปะทะ” จีนอย่างชัดเจน ทรัมป์ในวาระสองแสดงความกระตือรือร้นมากขึ้นที่จะ “ทำดีล” กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ของจีน ทั้งในมิติอนุญาตให้ส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงไปยังจีน และการตอบรับเดินทางเยือนปักกิ่งในเดือนเมษายนปีนี้
ยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ (National Defense Strategy) ของสหรัฐที่เผยแพร่ในเดือนมกราคม เสนอให้ปรับจากแนวทาง “เผชิญหน้า” กับปักกิ่งไปสู่กรอบ “ลดความขัดแย้งและลดความตึงเครียด” (deconfliction and de-escalation) โดยไม่มีการเอ่ยถึงไต้หวันแม้แต่ครั้งเดียว เช่นเดียวกับคำปราศรัยของเอลบริดจ์ โคลบี้ (Elbridge Colby) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบาย ซึ่งเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ที่เกาหลีใต้ในเดือนเดียวกัน และย้ำซ้ำหลายครั้งว่าสหรัฐ “ไม่ได้ต้องการครอบงำจีน”
อย่างไรก็ดี เฉินยืนยันว่าไทเปไม่ได้ตีความสิ่งเหล่านี้ว่าเป็น “สัญญาณทิ้งห่าง” จากวอชิงตัน “เราไม่ได้มองแบบนั้น” เขากล่าว “เราเข้าใจว่าสหรัฐยังต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับจีนเพื่อสร้างความมั่นใจ และเรามองว่านั่นไม่ใช่ปัญหา แต่สุดท้ายแล้ว ‘การกระทำ’ สำคัญกว่าคำพูด”
ในเชิงรูปธรรม ไต้หวันยังมี “หลักฐานเชิงการกระทำ” ให้เฉลิมฉลองอยู่ไม่น้อย เมื่อเดือนธันวาคม ทรัมป์อนุมัติชุดขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่ามากกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นแพ็กเกจใหญ่ที่สุดจากสหรัฐต่อไต้หวัน ก่อนที่กลางเดือนมกราคมจะลงนามข้อตกลงการค้าซึ่งให้สิทธิผ่อนปรนภาษีบางส่วนกับไต้หวัน แลกกับคำมั่นการลงทุนจากฝ่ายไต้หวันในสหรัฐ มูลค่ารวมราว 500,000 ล้านดอลลาร์
สำหรับไทเป การรักษาสมดุลในโลกที่สหรัฐหันไป “ดีล” กับปักกิ่งมากขึ้น จึงต้องอาศัยทั้งการอ่านเกมวอชิงตันอย่างรอบด้าน และการส่งสัญญาณเตือนต่อประชาคมโลกว่า “จีนไม่ใช่ประเทศที่ควรฝากความไว้วางใจ” พร้อมกับยึดหลักประเมินพันธมิตร “จากสิ่งที่ลงมือทำจริง” มากกว่าคำประกาศในเอกสารยุทธศาสตร์หรือคำพูดบนเวทีการทูต
---
IMCT NEWS
ที่มา https://foreignpolicy.com/2026/02/11/taiwan-defense-budget-semiconductors-china-trump-chen-ming-chi/