.
EU เล็ง “หันหน้า” คุยปูติน 'เบื้องหลังคำคว่ำบาตร ยุโรปยังผูกผลประโยชน์กับรัสเซีย' เตรียมใช้เป็นไพ่ต่อรองสันติภาพยูเครน
10-2-2026
Foreign Policy รายงานว่ายุโรปกำลังพิจารณาปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญในการดำเนินนโยบายต่อรัสเซีย ท่ามกลางแรงกดดันจากการบริหารงานของสหรัฐฯ โดยบรรดาผู้นำยุโรปเริ่มส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการสร้าง "แผนสำรอง" (Plan B) ผ่านการเจรจาโดยตรงกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) เพื่อรักษาผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของตนเอง
ข้อมูลระบุว่า ในการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส (Davos) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยุโรปเปิดเผยกับ Foreign Policy ว่า แทนที่จะได้หารือเรื่องสันติภาพในยูเครนกับสหรัฐฯ ยุโรปกลับต้องวุ่นวายกับการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารกับสมาชิก NATO ด้วยกันเองเหนือกรณีเกาะกรีนแลนด์ (Greenland) สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) แห่งฝรั่งเศส (France) และนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี (Giorgia Meloni) แห่งอิตาลี (Italy) เรียกร้องให้มีการหารือโดยตรงกับรัสเซีย เพื่อลดการพึ่งพาที่มากเกินไปต่อสหรัฐฯ
ประธานาธิบดี Macron กล่าวเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคมว่า ยุโรปต้องหา "กรอบการทำงานที่เหมาะสม" ในการเจรจากับรัสเซีย และระบุว่าการที่ยุโรปเป็นเพียงตัวประกอบในขณะที่สหรัฐฯ นำการเจรจาสันติภาพนั้นเป็นสถานการณ์ที่ "ไม่เหมาะสม" พร้อมย้ำว่าการกลับไปคุยกับ Vladimir Putin จะเป็นประโยชน์ในเร็วๆ นี้ ขณะที่นายกรัฐมนตรี Meloni เห็นพ้องว่า "ถึงเวลาแล้ว" ที่ยุโรปต้องมีบทบาทมากกว่าการพูดคุยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว
ทางด้าน อันโตนิโอ คอสตา (António Costa) ประธานสภาสหภาพยุโรป (European Council) ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 27 มกราคมว่า แม้ยุโรปจะไม่ผลักดันกระบวนการที่ซ้ำซ้อนกับการนำของสหรัฐฯ แต่ยุโรปต้องมีความพร้อมที่จะเจรจากับรัสเซียหากมีความจำเป็น
แรงผลักดันนี้มีชนวนเหตุมาจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ไม่ได้ดึงยุโรปเข้าร่วมในกระบวนการร่างแผนสันติภาพซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของยุโรป โดยเฉพาะข้อเสนอ 28 ประเด็นของ Trump ที่อาจดึงรัสเซียกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก และการกลับมาส่งมอบพลังงานให้ยุโรปตะวันตกตามรายงานของ Wall Street Journal นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่าแผนของ Trump อาจอนุญาตให้มอสโก (Moscow) ใช้ทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ในยุโรปเพื่อดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทสหรัฐฯ และรัสเซีย โดยไม่มีการหารือล่วงหน้ากับปารีส (Paris) บรัสเซลส์ (Brussels) หรือเบอร์ลิน (Berlin)
แม้ความสัมพันธ์จะย่ำแย่ลงจากการที่รัสเซียใช้โดรนคุกคามดินแดน NATO แต่ยุโรปเล็งเห็นว่าการฟื้นฟูความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสหภาพยุโรป (EU) พยายามใช้มาตรการคว่ำบาตรและทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดเป็นเครื่องต่อรองเพื่อให้เกิดการ "คืนสภาพทางเศรษฐกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป" ตามพฤติกรรมของรัสเซีย แทนที่จะเป็นการยกประโยชน์ให้ทั้งหมดตามแนวทางของ Trump
ในมิติเศรษฐกิจ รายงานพบความย้อนแย้งระหว่างวาทกรรมทางการเมืองกับนโยบายปฏิบัติ โดย Darshak S. Dholakia ที่ปรึกษาด้านกฎหมายการค้าระหว่างประเทศระบุว่า กลยุทธ์ของ EU จนถึงขณะนี้เป็นเพียง "การหยุดชั่วคราว" (Pause) มากกว่า "การตัดขาด" (Exit) ข้อมูลจากโครงการ Leave Russia พบว่ามีบริษัทต่างชาติกว่า 2,300 แห่งยังคงดำเนินกิจการในรัสเซีย ในขณะที่มีเพียง 547 แห่งที่ถอนตัวออกไปทั้งหมด โดยบริษัทจากเยอรมนี (Germany) เป็นกลุ่มที่ยังคงอยู่มากที่สุด 377 แห่ง ตามมาด้วยฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่ง Andrii Onopriienko หัวหน้าโครงการ Leave Russia ชี้ว่าบริษัทเหล่านี้ให้ความสำคัญกับ "ความต่อเนื่องทางธุรกิจ" มากกว่าจุดยืนทางการเมือง
นอกจากนี้ EU ยังถูกวิจารณ์เรื่องการนำเข้าที่ยังคงมีอยู่ โดยนับตั้งแต่ปี 2022 EU จ่ายเงินนำสินค้าเข้ารัสเซียไปแล้วกว่า 3.11 แสนล้านยูโร (ประมาณ 3.667 แสนล้านดอลลาร์) ในขณะที่ให้ความช่วยเหลือยูเครนเพียง 1.87 แสนล้านยูโร แม้จะลดการนำเข้าก๊าซผ่านท่อส่ง แต่การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากรัสเซียในปี 2025 ยังคงอยู่ที่ร้อยละ 13 ของการนำเข้าทั้งหมด รวมถึงการพึ่งพาปุ๋ยและเหล็กแผ่น (Steel Slabs) จากรัสเซีย เช่นกรณีของบริษัท Novolipetsk Steel (NLMK) ที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานกองทัพรัสเซียแต่ยังไม่ถูก EU คว่ำบาตรเนื่องจากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อการจ้างงานในเบลเยียม (Belgium)
แม้แต่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง Lukoil ก็ยังรอดพ้นจากการคว่ำบาตรแบบเบ็ดเสร็จของ EU เนื่องจากหลายประเทศยังต้องพึ่งพาพลังงาน เช่นเดียวกับกรณีของ Framatome บริษัทย่อยของ EDF จากฝรั่งเศสที่กำลังผลักดันการร่วมทุนกับ TVEL ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Rosatom รัฐวิสาหกิจนิวเคลียร์ของรัสเซีย แม้จะมีคำประกาศจาก คายา คัลลาส (Kaja Kallas) หัวหน้านโยบายต่างประเทศของ EU ว่าจะลดการนำเข้านิวเคลียร์จากรัสเซียลงอย่างเป็นลำดับก็ตาม
สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า แม้ยุโรปจะพยายามตัดขาดจากรัสเซีย แต่ความจริงในเชิงลึกคือยุโรปยังคงติดกับดักความพึ่งพาทางเศรษฐกิจ และกำลังเตรียมพร้อมที่จะกลับไปเจรจากับมอสโกเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในเกมภูมิรัฐศาสตร์ใหม่นี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://foreignpolicy.com/2026/02/06/europe-russia-putin-trump-pivot-detente/?tpcc=recirc_trending062921