ยุคมหาอำนาจภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยกำหนดทิศทางโลก
ในยุคแห่งมหาอำนาจ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ยังคงเป็นปัจจัยหลักกำหนดทิศทางโลก
3-2-2026
โลกกำลังก้าวกลับเข้าสู่ยุคสมรภูมิของมหาอำนาจ ยุคหลังสงครามเย็นที่มหาอำนาจอยู่ร่วมกับโลกาภิวัตน์ไร้พรมแดนได้สิ้นสุดลง ความแตกแยก การช่วงชิงอิทธิพล และภาวะไร้ระเบียบกลายเป็นภาพหลัก ขณะเดียวกัน สงครามรุนแรงได้สั่นสะเทือนภูมิภาคยุทธศาสตร์สำคัญของโลก เสรีภาพเส้นทางเดินเรือและหลักพรมแดนรัฐถูกท้าทาย ระบอบอำนาจนิยมชนกับสหรัฐฯ และพันธมิตรประชาธิปไตย ขณะที่ความมุ่งมั่นของวอชิงตันในการนำระเบียบโลกเสรีและเศรษฐกิจโลกที่มั่นคงก็ถูกตั้งคำถามมากขึ้น
ในเศรษฐกิจ “สงครามการเงิน–การค้า” ทวีความรุนแรง ภาษี การคว่ำบาตรและการควบคุมการค้ารูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีปฏิวัติ ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถึงชีววิทยาสังเคราะห์ สร้างทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจ–สังคมและความเสี่ยงจากอาวุธรูปแบบใหม่ ผู้เขียนเตือนว่า ทศวรรษหน้าอาจถูกกำหนดด้วย “สงครามเย็นใหม่” ที่ยืดเยื้อ หรือ “สงครามร้อน” ระหว่างชาติมหาอำนาจ การฝ่าข้ามยุคผันผวนเช่นนี้ต้องย้อนกลับมาทำความเข้าใจ “ตรรกะเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิศาสตร์” หนึ่งในพลังพื้นฐานและไม่ปรานีที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แม้จะมีคนมองว่าภูมิรัฐศาสตร์เป็นแนวคิดโบราณ ในยุคที่เทคโนโลยีสื่อสารแบบเรียลไทม์และอาวุธความเร็วเหนือเสียงดูเหมือนทำลายข้อจำกัดด้านเวลา–ระยะทาง แต่ผู้เขียนย้ำว่า แม้นวัตกรรมจะเปลี่ยนความหมายของทำเล ทว่าภูมิศาสตร์ยังเป็นตัวกำหนด “จังหวะลึก” ของระบบโลก ลักษณะกายภาพของโลกหล่อหลอมพฤติกรรมผู้นำและสังคม กำหนดภูมิทัศน์ที่การแข่งขัน ความขัดแย้ง และความร่วมมือเกิดขึ้น ภูมิศาสตร์อาจไม่ใช่ “โชคชะตา” แต่คือ “ฐานราก” ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การฟื้น “กรอบคิดภูมิรัฐศาสตร์” จึงจำเป็นหากต้องการเข้าใจและจัดการยุคแห่งการช่วงชิงที่เข้มข้น
ภูมิรัฐศาสตร์: เมื่อกองทัพขยับภูเขาไม่ได้
“ภูมิรัฐศาสตร์” คือศาสตร์ที่เชื่อมสภาพแวดล้อมทางกายภาพกับการแสวงหาอำนาจของรัฐ มันอธิบายว่าทำไมบางประเทศผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจ ขณะที่บางประเทศติดหล่มความยากจนและการกดขี่ และทำไมรัฐคู่แข่งจึงปะทะกันซ้ำในบางพื้นที่บนแผนที่ การคิดแบบนี้ช่วยให้เห็น “ส่วนโค้งยาว” ของประวัติศาสตร์ รูปแบบปฏิสัมพันธ์ที่ฝังราก และ “ช่องว่างเชิงยุทธศาสตร์” ที่สร้างความได้เปรียบ
ศาสตร์นี้เริ่มจากสิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนไม่ได้ นิโคลาส สไปค์แมน (Nicholas Spykman) เคยเขียนว่า “รัฐมนตรีมาแล้วก็ไป แม้แต่เผด็จการก็ต้องตาย แต่เทือกเขายังคงยืนหยัด” สะท้อนว่าภูมิประเทศยืนยาวกว่าระบอบการเมือง แต่ภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่สิ่งตายตัว เพราะนวัตกรรมเปลี่ยนความหมายของภูมิประเทศ เช่น ทางรถไฟข้ามทวีปและคลองปานามา (Panama Canal) ที่พลิกสถานะสหรัฐฯ ให้เชื่อมแผ่นดินตัวเองและเข้าถึงสมุทรโลกได้ง่ายขึ้น กรอบคิดนี้จึงมองว่าปัจจัย “คงทน” ด้านพื้นที่ทำงานร่วมกับปัจจัย “พลวัต” ของเทคโนโลยีและการเมืองอย่างไร
“ดูแผนที่ของคุณ” – จากยุโรปแตกแยก ถึงไต้หวัน
ภูมิศาสตร์ช่วยอธิบายความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่าทำไมเบลเยียม (Belgium) ซึ่งควบคุมเส้นทางยกพลขึ้นบกจากยุโรปสู่สหราชอาณาจักรจึงเป็นชนวนสงครามในปี 1914 และทำไมเกาะไต้หวัน (Taiwan) ที่เล็กบนแผนที่จึงกลายเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงที่สุดของโลก มันยังอธิบายว่าทำไมยุโรปที่แตกแยกจึงให้กำเนิดทั้งยุคจักรวรรดิและสงครามทำลายล้าง จนต้องอาศัยสหรัฐฯ เข้ามาทับความขัดแย้งหลังสงครามโลก
ในสงคราม ความเข้าใจภูมิประเทศคือปัจจัยหลัก คาร์ล ฟอน เคลาเซวิทซ์ (Carl von Clausewitz) ใน “On War” ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนทัพผ่านภูเขา แม่น้ำ และหนองบึง จักรวรรดิฮับส์บูร์ก (Habsburg Empire) ก็ถือแผนที่ละเอียดของตนเป็นความลับทางทหาร ศตวรรษที่ 20 ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ใช้ “แผนที่” อธิบายยุทธศาสตร์หลังเพิร์ลฮาร์เบอร์ ว่าสหรัฐฯ ต้องรักษาพันธมิตรยูเรเชีย ดูแลเส้นทางข้ามมหาสมุทร และส่งกำลังพลกับยุทโธปกรณ์ไปยังสมรภูมิทั่วโลก
แต่ไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯ กลับ “ห่างเหินภูมิศาสตร์” ภาควิชาภูมิศาสตร์ถดถอย โลกาภิวัตน์ทำให้หลายคนเชื่อว่าระยะทางไม่สำคัญ เหตุการณ์จริงหลัง 9/11 กลับพิสูจน์ตรงข้าม อัฟกานิสถานที่ห่างไกลและทุรกันดารทำให้สงครามยืดเยื้อ แม้เทคโนโลยีทันสมัย ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์ของจีนอาศัยขีปนาวุธแม่นยำสูงโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในแปซิฟิกตะวันตก บีบให้อเมริกาต้องรบจากระยะไกลยิ่งขึ้น ยืนยันว่าภูมิศาสตร์ยังเป็นตัวแปรสำคัญ
แม้แต่โลกาภิวัตน์เองก็ถูกกำหนดด้วยภูมิศาสตร์ การค้า การเงิน และการผลิตกระจุกในยุโรป เอเชียตะวันออก และอเมริกาเหนือ เพราะความใกล้ระหว่างฐานผลิต–ตลาดยังมีน้ำหนัก ในยุคที่ภัยคุกคามเพิ่มขึ้นและ “ราคาความโง่เขลาทางยุทธศาสตร์” สูง การเรียกคืนสัญชาตญาณภูมิรัฐศาสตร์จึงสำคัญ เพื่อเข้าใจสมรภูมิใหม่และอ่านใจผู้นำอย่างวลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) สี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
ยูเครน: ดินแดนปลายทางศึกใหญ่
ยูเครนจึงกลายเป็น “ดาราโศกนาฏกรรม” ของภูมิรัฐศาสตร์ศตวรรษนี้ การรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซียในปี 2022 เขย่าโลกประชาธิปไตย ประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) ระบุว่านี่คือแนวหน้าของการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม และระหว่างระเบียบโลกบนกติกากับระเบียบที่ใช้อำนาจดิบ สำหรับยูเครน การเผชิญผู้รุกรานเป็นเรื่องเก่า ดินแดนนี้ตั้งอยู่บนภูมิประเทศที่ทั้ง “มีคุณค่า” และ “เปราะบาง” มาตลอด
ยูเครนมีผืนดินเกษตรกรรมอุดมสมบูรณ์ ติดทะเลดำ (Black Sea) ที่เชื่อมสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและเส้นทางเดินเรือโลก ชื่อประเทศซึ่งแปลว่า “ดินแดนชายขอบ” สะท้อนที่ตั้งระหว่างยุโรปกลาง บอลข่าน คอเคซัส และตะวันออกกลาง และที่สำคัญ ยูเครนเป็น “จุดหมุนยุทธศาสตร์” ของยูเรเชีย ตั้งอยู่บนทางราบเชื่อม “ยูเรเชียนฮาร์ตแลนด์” ที่อุดมทรัพยากรในตะวันออกกับ “ริมแลนด์ยุโรป” ที่เติบโตทางเศรษฐกิจในตะวันตก ตั้งแต่ยุคจักรวรรดิเยอรมัน สงครามโลกครั้งที่สอง จนถึงสงครามเย็น ยูเครนเป็นหัวใจของการแย่งชิงอำนาจ และการเร่งสู่เอกราชในปี 1991 ก็เร่งการล่มสลายของโซเวียต ปัจจุบัน ปูตินใช้ยูเครนเป็นฐานสร้างจักรวรรดิรัสเซียใหม่และบีบยุโรป ยูเครนจึงมีแนวโน้มเป็น “จุดล่อแหลม” ต่อไป
ไต้หวัน: เกาะเสี่ยงชนวนสงครามโลกครั้งใหม่
ไต้หวันไม่ใช่แค่ศูนย์กลางชิป แต่ถูก “ลิขิตด้วยภูมิศาสตร์” ให้เป็นจุดปะทะ เกาะนี้ตั้งอยู่กลาง “แนวเกาะแรก” (First Island Chain) จากอินโดนีเซียถึงญี่ปุ่น เป็นจุดบรรจบของทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออกซึ่งเป็นจุดร้อนด้านความมั่นคง ตราบใดที่ไต้หวันเป็นเกาะเสรีและประชาธิปไตย มันคือ “กำแพงสองชั้น” ขวางอำนาจทางทะเลของปักกิ่งและตัดความต่อเนื่องของชายฝั่งจีน หากถูกยึด ไต้หวันจะกลายเป็นฐานกระโดดสู่แปซิฟิก
รัสเซีย: มหาอำนาจที่เป็นทั้งเหยื่อและผู้รุกราน
ปัจจุบันมักมองโลกผ่านบุคคลอย่างปูติน สี และทรัมป์ แต่ผู้เขียนชี้ว่าภูมิศาสตร์สร้าง “แม่พิมพ์” ที่แม้ผู้นำก็ยากจะหลีกเลี่ยง สำหรับรัสเซีย ดินแดนกว้างใหญ่สร้างทั้งความยิ่งใหญ่และทุนเชิงยุทธศาสตร์ แต่ตำแหน่งทางเหนือ ห่างทะเลอุ่น ทำให้ล้าหลังและเอื้อต่อระบอบกดขี่ ที่ราบเปิดโล่งยังทำให้รัสเซียเป็น “ทางผ่านของผู้รุกราน” จากยุโรปและเอเชีย ส่งผลให้รัฐต้องรวมศูนย์แข็งเพื่อคุมชายขอบ และมีวัฒนธรรมยุทธศาสตร์ที่สับสนระหว่างรุก–รับ ดังที่จอร์จ เคแนน (George Kennan) เคยชี้
ภายใต้ผู้นำเผด็จการ ตั้งแต่อีวาน (Ivan the Terrible) สตาลิน จนถึงปูติน รัสเซียมักแสวงหาความมั่นคงด้วยการขยายอาณาเขต ทำให้เป็นภัยต่อเพื่อนบ้าน การรุกรานยูเครนวันนี้สะท้อนอดีต ทั้ง Holodomor สมัยสตาลิน สงครามในเชชเนีย จอร์เจีย ยูเครน คาซัคสถาน และการแทรกแซงอื่นๆ ผู้ที่โทษตะวันตกว่าทำให้รัสเซียเจ็บช้ำหลังสงครามเย็นจนอาละวาด อาจมองข้ามรูปแบบยาวนานในภูมิรัฐศาสตร์รัสเซีย ปูตินไม่ใช่คนแรกที่มองเพื่อนบ้านเป็นกันชนหรือเมืองขึ้น และคงไม่ใช่คนสุดท้าย
จีน: แผนที่สู่การครองสองสมุทร
สี จิ้นผิง ต้องการยกระดับจีนในระบบโลก แต่ยุทธศาสตร์ของเขาไหลมาจากภูมิศาสตร์ จีนเป็นทั้ง “มหาอำนาจทวีป” ที่มีความลึกในยูเรเชีย และ “มหาอำนาจทะเล” ที่เปิดสู่แปซิฟิก เมื่อจีนอ่อนแอ มักถูกโจมตีจากทะเลและถูกคุกคามชายแดน แต่เมื่อจีนเข้มแข็ง ก็สามารถอ้างสิทธิ์ทั้งบก–ทะเลพร้อมกัน [bloomberg](https://www.bloomberg.com/opinion)
นี่คือบริบทของการเสริมกองทัพเรือ การกดดันเพื่อนบ้านในทะเล การสร้างกองเรือน้ำลึก และโครงการ Belt and Road Initiative ที่มุ่งผูกยูเรเชียเข้าสู่วงอิทธิพลจีน หากสำเร็จ จีนจะมีอำนาจเหนือทั้งผืนดินใหญ่และมหาสมุทรหลัก อาจยุติ “ศตวรรษอเมริกัน” และเปิดสู่โลกแบบศูนย์กลางจีน แต่ก็ปลุกการต่อต้านจากเพื่อนบ้านทวีปอย่างเวียดนาม คู่แข่งทะเลอย่างญี่ปุ่น–ฟิลิปปินส์ และจากสหรัฐฯ มหาอำนาจทะเล
ท่ามกลางเกมนี้ การที่สหรัฐฯ ถลุงทรัพยากรกับข้อพิพาทจุกจิกกับอินเดียเป็นความผิดพลาด เพราะอินเดียมีทั้งชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียและแนวพรมแดนหิมาลัยที่สามารถเป็น “กำแพงธรรมชาติ” ขวางจีนทั้งทางบกและทะเล แม้สี จิ้นผิง จะดูเหมือนผู้สร้างจีนยิ่งใหญ่ยุคใหม่ แต่อำนาจและความเสี่ยงที่ตามมาล้วนไหลจากข้อเท็จจริงด้านพื้นที่และทำเล
สหรัฐฯ: มหาอำนาจที่มีตัวเลือก “ถอยจากโลก”
โดนัลด์ ทรัมป์ อาจดูเป็นจุดหักเหจากยุคหลังสงครามโลก แต่อำนาจสหรัฐฯ เองก็เกิดจากภูมิศาสตร์ เป็นประเทศทวีปใหญ่ ทรัพยากรอุดม มีสองมหาสมุทรคั่นจากศูนย์วิกฤต และตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างยุโรปกับเอเชียตะวันออก ทำให้สามารถสร้างพันธมิตรและระเบียบโลกเสรีขึ้นมาได้
เมื่อยังอ่อนแอ มหาสมุทรเป็นเกราะป้องกัน เมื่อแข็งแกร่ง มันกลายเป็นช่องทางส่งออกอิทธิพล หลังปี 1945 ระยะทางกลับยิ่งทำให้สหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่ “ปลอดภัย” ในสายตายุโรป–เอเชีย แต่ภูมิศาสตร์เดียวกันบังคับให้สหรัฐฯ เสี่ยงสูงเพื่อพื้นที่ไกล เช่น เบอร์ลินตะวันตก หรือรัฐบอลติก และในอีกด้านก็เปิดช่องให้สหรัฐฯ “ถอย” จากโลกได้โดยที่ยังอยู่รอดดีกว่าคนอื่น นี่คือสายน้ำความคิดที่ทรัมป์ดึงมาใช้ ทั้งการเน้นว่ามหาสมุทรกั้นสหรัฐฯ จากปัญหา ย้ำว่าความมั่นคงยุโรปควรเป็นเรื่องของยุโรป หรือเล่นกับแนวคิดอย่างการผนวกกรีนแลนด์
ทำให้ “ภูมิศาสตร์” กลายเป็นยุทธศาสตร์
ภูมิศาสตร์ไม่กำหนดทุกอย่าง แต่มันบีบกรอบทางเลือกให้แคบลง จีนอาจมีภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการขยายอำนาจสองมิติ แต่การใช้กำลังยึดไต้หวันยังเป็นเรื่องการตัดสินใจของผู้นำ อย่างไรก็ดี การคิดแบบภูมิรัฐศาสตร์ช่วยให้ “รู้จักตัวเองและคู่แข่ง” ผ่านข้อเท็จจริงทางกายภาพ เพิ่มมิติให้การตัดสินใจโดยผูกวิกฤตปัจจุบันเข้ากับแรงสั่นสะเทือนในอดีต และทำให้เห็นกรอบทางเลือกที่แท้จริง
สำหรับสหรัฐฯ การรักษาอำนาจในยุคท้าทายต้อง “ใช้ภูมิศาสตร์เป็นพันธมิตร” ทั้งการใช้ความหวาดกลัวที่รัสเซียและจีนสร้างในหมู่ประเทศรอบข้างเป็นแรงหนุนแนวร่วม และออกแบบวิธีทำสงครามที่ทำให้ผืนน้ำกว้างของแปซิฟิกตะวันตกกลายเป็นกับดักกองเรือรุกราน สหรัฐฯ ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมขยายอิทธิพลของรัสเซียและจีนมีรากภูมิศาสตร์ยาวนาน และอาจยังอยู่ต่อไปหลังยุคปูตินหรือสี ยุทธศาสตร์จึงเปรียบเสมือนการเดินทางบนภูมิประเทศโลกที่เต็มไปด้วยอุปสรรค ยิ่งโลกซับซ้อน การเข้าใจแรงกดดันและโอกาสที่ภูมิศาสตร์สร้างขึ้นยิ่งเป็น “จุดเริ่มต้นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ในการออกแบบยุทธศาสตร์อยู่รอด
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/opinion/features/2026-02-01/superpowers-america-china-and-russia-can-t-change-geography